ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน “AI” ยังเป็นเรื่องของคนทำงานสายเทคหรือองค์กรขนาดใหญ่ แต่ภาพในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อ AI กลายเป็น “เครื่องมือพื้นฐาน” ของคนยุคใหม่ที่เข้าไปอยู่ในหลายมิติของการทำงาน ตั้งแต่การสรุปข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการลูกค้าและระบบหลังบ้านขององค์กร

พฤติกรรมของคนทำงานที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการลงมือทำแบบแมนนวล มาเป็นการทำงานร่วมกับ AI อย่างเป็นกิจวัตร สะท้อนว่าเทคโนโลยีนี้ก้าวข้ามสถานะ “ของใหม่ที่ลองเล่น” ไปสู่การเป็น “ชั้นปฏิบัติการใหม่” (Operational Layer) ของโลกดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่การปรับตัวของผู้ใช้งานเกิดขึ้นเร็วและเห็นได้ชัด จน AI กลายเป็น “ขุมพลังสำคัญ” ในการเพิ่มศักยภาพการทำงานของคนและองค์กร
อย่างไรก็ตาม การที่ AI จะถูกใช้อย่างต่อเนื่องในชีวิตจริงและในระบบองค์กร ไม่ได้ขึ้นกับความฉลาดของโมเดลเพียงอย่างเดียว หัวใจที่ส่งเสริมให้ AI ใช้งานได้เต็มศักยภาพ คือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รองรับครบทั้งความเร็ว เสถียรภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบ เพราะเมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือที่คนพึ่งพา ความสะดุดเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้ งานบริการ และความเชื่อมั่นได้ทันที

ตรงนี้เองที่ทำให้บทบาทของผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง AIS เริ่มขยับจาก “Telco” ไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “AI-Powered Digital Infrastructure” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับ–ส่งสัญญาณ แต่กำลังต่อยอดไปสู่ “AI-Powered Network Ecosystem” เชื่อมโยงคน ธุรกิจ และแพลตฟอร์ม เข้ากับระบบความปลอดภัยและการชำระเงิน เพื่อทำให้ AI เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และเกิดประโยชน์ในวงกว้าง
ทำไม AI จะ “แมส” ได้จริง ต้องมีฐานรากที่แข็งแรง และ Telco มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
คนจำนวนมากอาจมองว่า AI คือแอปหรือโมเดล แต่ในโลกการใช้งานจริง AI ที่ทำงานได้ดีในระดับประเทศต้องอาศัย “องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง” หลายอย่างพร้อมกัน
แกนแรกคือ โครงข่ายที่เชื่อถือได้และครอบคลุม เพราะ AI ยุคนี้ไม่ใช่เรื่องบนคลาวด์ไกล ๆ อย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวันบนมือถือและบริการดิจิทัลที่ผู้ใช้คาดหวังความต่อเนื่อง ความเร็ว ความหน่วงต่ำ และความเสถียร โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้าไปอยู่ในบริการลูกค้า งานองค์กร หรือแอปที่ใช้งานถี่ ๆ
แกนที่สองคือ ความปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูล ยิ่ง AI เข้าใกล้ชีวิตคนมากขึ้น ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และจริยธรรมยิ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปใช้จริงในองค์กร ไม่ใช่แค่เสริมภาพลักษณ์
แกนที่สามคือ ช่องทางการชำระเงินและการเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก การทำให้ AI “เริ่มใช้ได้ทันที” เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด เพราะความสะดวกในการสมัคร จ่าย และสนับสนุนการใช้งาน คือปัจจัยที่ตัดสินว่า AI จะอยู่แค่กลุ่มผู้ใช้บางส่วน หรือกระจายไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้างได้เร็วแค่ไหน และนี่เป็นความถนัดของผู้ให้บริการที่มีฐานลูกค้าและระบบบิลลิ่งอยู่แล้ว

แกนสุดท้ายคือ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์/ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ รวมถึงแนวคิดเรื่องความเชื่อมั่นของข้อมูล (data sovereignty/ความพร้อมด้านการกำกับดูแล) เมื่อ AI ผูกกับข้อมูลและงานองค์กร ความต้องการ “คลาวด์ในไทย/การกำกับดูแล/ความเชื่อมั่น” จะยิ่งชัดขึ้น ซึ่ง AIS ก็ชูภาพนี้ผ่านบริการ AIS Cloud (Powered by Oracle Cloud Infrastructure) ที่วางตำแหน่งให้เป็นทางเลือกสำหรับองค์กรที่ต้องการมาตรฐานระดับ hyperscale พร้อมการดูแลและการให้บริการในประเทศไทย
เมื่อมองรวมกันจึงอธิบายได้ว่า ทำไม AIS ถึงไม่ได้ทำ AI แบบเป็นฟีเจอร์หรือแคมเปญ แต่เลือกเดินเกม “เชิงระบบ” เพราะถ้าจะทำให้ AI ใช้งานได้จริงในวงกว้าง โครงข่ายและโครงสร้างพื้นฐานคือคอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
AIS ไม่ได้ “ตามกระแส AI” แต่กำลัง “สร้างระบบนิเวศ AI” ผ่านพันธมิตรไทยและระดับโลก
ภาพของ “AI-Powered Network Ecosystem” ชัดขึ้น เมื่อ AIS มุ่งทำให้ AI ใช้งานได้จริง มากกว่าทำทุกอย่างเอง ด้วยการเชื่อมเครื่องมือ โมเดล และบริการ AI ที่หลากหลาย เข้ากับโครงสร้างของ Telco—เครือข่าย คลาวด์ ความปลอดภัย และการชำระเงิน—เพื่อให้ผู้ใช้เริ่มต้นง่าย และต่อยอดการใช้งานได้ในระยะยาว

ฝั่งพันธมิตรระดับโลก AIS เลือกนำโซลูชันที่องค์กรใช้งานจริงมาปรับให้เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทย เช่น Microsoft 365 Copilot และ Google Workspace with Gemini สำหรับองค์กรที่อยู่ในระบบของ Microsoft/Google ขณะเดียวกัน AIS ยังต่อยอดชั้นโครงสร้างพื้นฐานด้วย AIS Cloud (Powered by Oracle Cloud Infrastructure) เพื่อรองรับความต้องการด้านคลาวด์และเวิร์กโหลด AI ที่องค์กรให้ความสำคัญทั้งเรื่องความเสถียรและการกำกับดูแลข้อมูล

ฝั่งพันธมิตรไทย AIS เปิดพื้นที่ให้บริการ AI ที่พัฒนาโดยคนไทยอย่าง SparkChat, Alisa และ BigBot AI เข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางและระบบการให้บริการของผู้ให้บริการเครือข่าย พร้อมเชื่อมกับระบบชำระเงินที่ผู้ใช้คุ้นเคย ทำให้การเริ่มต้นใช้งานเป็นเรื่องสะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสให้เกิดการใช้งานต่อเนื่องในชีวิตจริงและในองค์กร
นวัตกรรม AI ที่ลงไปถึงประสบการณ์ลูกค้า ไม่ใช่แค่การโชว์ศักยภาพเทคโนโลยี
ภาพ “AI ใช้งานได้จริง” ของ AIS ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรวมเครื่องมือไว้บนแพลตฟอร์ม แต่ยังสะท้อนผ่านนวัตกรรมสินค้าและบริการที่นำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างที่เห็นในปีที่ผ่านมาคือ AiCAM สะท้อนการนำ AI ไปอยู่ในบริบทการใช้งานของผู้บริโภค และการยกระดับงานบริการด้วย AI Call Center / AI VoiceBot ที่ช่วยให้การให้บริการทำได้เร็วขึ้น สม่ำเสมอขึ้น และรองรับปริมาณการใช้งานที่สูงขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ
อีกด้านหนึ่ง ภายในองค์กร AIS ยังนำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร (Digital Talents) รวมถึงทีมบริการลูกค้าและทีมปฏิบัติการ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นและตอบสนองผู้ใช้ได้ดีขึ้นในเชิงระบบ
ถ้าโครงข่ายยังไม่ฉลาดพอ AI ก็ไปไม่สุด — ทำไม AIS เร่งไปทาง Autonomous Network
หนึ่งในแกนที่สะท้อนการยกระดับจาก Telco ไปสู่ Cognitive Tech-Co คือการย้าย AI เข้าไปอยู่ใน “แกนกลางของโครงข่าย” ไม่ใช่เพียงบริการเสริม

AIS วางภาพการพัฒนาไปสู่ Autonomous Network ที่ใช้ AI ช่วยให้เครือข่ายตอบสนองได้ใกล้เคียง real-time และบริหารจัดการได้ฉลาดขึ้น ทั้งในมุมคุณภาพบริการและการปฏิบัติการหลังบ้าน มีตัวอย่างการใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่าย เช่นการปรับการทำงานของสถานีฐานให้เหมาะกับสภาพการใช้งาน การช่วยรักษาคุณภาพบริการเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครือข่าย
อีกด้านหนึ่ง AIS ยังอ้างอิงกรอบมาตรฐานและการยอมรับในระดับอุตสาหกรรม เช่น TM Forum เพื่อทำให้ภาพการพัฒนาเครือข่ายไปสู่ความเป็นอัตโนมัติเป็นเรื่องที่ตรวจสอบความคืบหน้าได้

เมื่อไปถึงจุดนี้ บทบาท “ผู้ให้บริการเครือข่าย” ในยุค AI จึงไม่ใช่แค่รับ–ส่งสัญญาณ แต่คือ ผู้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ที่ต้องทำให้บริการดิจิทัลทั้งประเทศไหลลื่น ปลอดภัย และเชื่อถือได้
AI เก่งอย่างเดียวไม่พอ หากขาดธรรมาภิบาล — AIS กับการวางกรอบการใช้งาน
เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในภาคธุรกิจและภาครัฐมากขึ้น ความสามารถของโมเดลไม่ใช่คำตอบทั้งหมด องค์กรต้องตอบให้ได้เรื่องความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลข้อมูล

AIS จึงร่วมมือกับ Looloo Technology ผลักดันแนวทาง AI Governance Framework เพื่อสนับสนุนให้องค์กรใช้งาน AI ได้อย่างมีจริยธรรมและตรวจสอบได้ แนวทางนี้ช่วยเติมมิติ “ความเชื่อมั่น” ให้กับความน่าเชื่อถือของการขับเคลื่อน AI ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสุดท้ายแล้ว AI จะเกิดการใช้งานจริงได้ยาว ต้องยืนอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจ ไม่ใช่แค่การแข่งกันนำ AI มาใช้หรือเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่
Innovation ที่สร้างคนและโซลูชันไปพร้อมกัน
อีกมิติที่ช่วยทำให้เห็นภาพ Cognitive Tech-Co ให้ชัดขึ้น คือการมองนวัตกรรมไม่ใช่แค่สินค้าและบริการ แต่เป็นเรื่อง “คน” และ “ความสามารถในการต่อยอด”

โครงการ Hackathon อย่าง JUMP THAILAND เป็นตัวอย่างของการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มนักพัฒนา ร่วมออกแบบและพัฒนาโซลูชันที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในไทย แนวคิดนี้สะท้อนการสร้าง “ระบบนิเวศด้านคน” ควบคู่กับด้านเทคโนโลยี เพราะในระยะยาว ความสำเร็จของ AI ไม่ได้อยู่ที่โมเดลฉลาดแค่ไหน แต่อยู่ที่มีคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถที่จะนำ AI ไปใช้ได้จริง และต่อยอดเป็นบริการที่ตอบโจทย์ประเทศได้ต่อเนื่อง
สรุปให้เห็นภาพ: เหตุผลที่วันนี้ AIS ต้องลงสนาม AI แบบเต็มสูบ
เหตุผลที่ AIS เลือก “ลงสนาม AI” ในจังหวะนี้ ไม่ได้เกิดจากกระแส แต่เพราะ AI กำลังกลายเป็น “พลังขับเคลื่อน” เบื้องหลังการทำงานและบริการดิจิทัลยุคใหม่ ความได้เปรียบจึงไม่ใช่แค่ใครมีโมเดลเก่งกว่า แต่อยู่ที่ใครทำให้การใช้งาน AI มีความพร้อมระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งความเร็ว ความเสถียร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงที่สะดวก

ภาพของ ecosystem ชัดขึ้นเมื่อเห็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งไทยและระดับโลก—ตั้งแต่ SparkChat, Replika, Alisa, BigBot AI ไปจนถึง Microsoft 365 Copilot, Google Workspace with Gemini และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง AIS Cloud (Powered by Oracle Cloud Infrastructure) รวมถึงการยึดกรอบมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่าง TM Forum ในฝั่งโครงข่าย ขณะเดียวกัน AIS ก็ขยับ AI ให้ลงไปถึงประสบการณ์จริงของลูกค้าผ่านนวัตกรรมอย่าง AiCAM และการยกระดับงานบริการด้วย AI Call Center / AI VoiceBot
ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องไล่เรียงว่า AIS “มี AI ตัวไหนบ้าง” แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ AIS กำลังเปลี่ยนผ่านตัวเองจาก Telco ไปสู่การเป็น Cognitive Tech-Co ที่วางบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI—ยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมศักยภาพธุรกิจไทย และช่วยผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

