แคสเปอร์สกี้เผยผลวิจัยจากผู้ปกครองในเอเชียแปซิฟิกและอียิปต์เกี่ยวกับพฤติกรรมการแชร์ข้อมูลบุตรหลานบนโซเชียลมีเดีย (Sharenting) ชี้ความมั่นใจ อายุ และเพศมีผลต่อการจัดการความเป็นส่วนตัวออนไลน์ โดยคุณแม่และผู้ปกครองที่มีประสบการณ์สูงมีแนวโน้มป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่า พร้อมแนะนำการตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวและลบข้อมูลระบุตำแหน่งเพื่อความปลอดภัยของเด็กในยุคไซเบอร์
แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ (SIT) เผยผลวิจัยเรื่อง “Small Shares, Big Risks” สำรวจพฤติกรรมผู้ปกครองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอียิปต์ ต่อการแชร์เรื่องราวของบุตรหลานบนโซเชียลมีเดีย หรือที่เรียกว่า “Sharenting” พบว่าความมั่นใจในตนเองเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองตัดสินใจดำเนินการป้องกันความเสี่ยงทางดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มากกว่าสี่ในห้าเชื่อมั่นว่าตนสามารถหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ระบุตัวตน (PII) ของลูกได้ รวมถึงสามารถจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาเฉพาะกลุ่มเพื่อนและครอบครัว นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอายุยังมีบทบาทสำคัญ โดยผู้ปกครองที่มีอายุมากขึ้นมักมีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลและมองเห็นอุปสรรคในการจัดการความเป็นส่วนตัวน้อยลง ในขณะที่ผลวิจัยพบว่าคุณแม่มีแนวโน้มที่จะระมัดระวังและมีสัญชาตญาณในการปกป้องลูกบนโลกออนไลน์ที่แข็งแกร่งกว่าคุณพ่อ
“การแชร์ช่วงเวลาของครอบครัวสร้างความผูกพันได้ แต่ก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยง เช่น การถูกติดตามหรือการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด” รองศาสตราจารย์เจียว ฮี จี จากสถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์กล่าว พร้อมเสริมว่า “การปกป้องร่องรอยดิจิทัลของเด็กเริ่มต้นจากการตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและการพูดคุยกันในครอบครัวทุกวัน”

ทั้งนี้ แคสเปอร์สกี้แนะนำให้ผู้ปกครองตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ ลบข้อมูลที่เปิดเผยตำแหน่งโรงเรียนหรือสถานที่สำคัญที่เด็กไปเป็นประจำ รวมถึงพิจารณาใช้เครื่องมืออย่าง Kaspersky Safe Kids เพื่อช่วยจัดการการเข้าถึงเนื้อหาและติดตามพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ของบุตรหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

