TCS เผยผลสำรวจผู้บริหาร 25 ประเทศ พบ 84% มอง AI เพิ่มประสิทธิภาพงานสูงสุด แต่มีเพียง 10% ที่ปล่อยให้ AI Agent ทำงานอิสระโดยไม่ต้องรอคนอนุมัติ
TCS (Tata Consultancy Services) ผู้นำระดับโลกด้านบริการไอที การให้คำปรึกษา และโซลูชันทางธุรกิจ เปิดเผยผลการศึกษาฉบับใหม่ซึ่งระบุว่า 84% ของผู้บริหาร ที่ตอบแบบสำรวจ จัดอันดับให้การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) เป็นคุณค่าหลักที่ได้รับจากการลงทุนใน AI ทว่ามีองค์กรทั่วโลกเพียง 10% เท่านั้นที่อนุญาตให้ AI Agent ตัดสินใจและดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากมนุษย์ในหลากหลายสายงานหรือส่วนธุรกิจ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า มีผู้บริหารเพียง 9% ที่ยอมรับว่า AI Agent สามารถประสานและจัดการกระบวนการทำงาน (Workflow) ข้ามระบบแอปพลิเคชันต่างๆ ขององค์กรได้อย่างปลอดภัย ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้หลายองค์กร จะรู้ว่า AI มีประโยชน์จริง แต่ยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้ AI ทำงานเองโดยไม่มีคนคอยดูแล
รายงานการศึกษาชุด TCS Enterprise AI Study: Intelligence that is Real ชี้ให้เห็นว่า ความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของ AI ระดับองค์กรในระยะต่อไป ปัจจัยด้านความปลอดภัย ความเสี่ยง และการกำกับดูแล ถูกจัดให้เป็นประเด็นหลักอันดับหนึ่งที่มีผลต่อการพัฒนาและนำระบบ AI ไปใช้งาน ซึ่งแซงหน้าทั้งเรื่องต้นทุน ความเร็ว และความสะดวกในการติดตั้งใช้งาน การให้ความสำคัญในประเด็นเหล่านี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์กรเริ่มเปิดโอกาสให้ AI เข้าถึงแอปพลิเคชัน ขั้นตอนการทำงาน และกระบวนการตัดสินใจมากขึ้น
ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่าง “คน + AI” (Human+AI operating model) ซึ่ง AI กำลังพัฒนาจากการเป็นเพียงผู้ช่วยพนักงาน ไปสู่หน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น และทำงานด้วยความเป็นอิสระมากขึ้นในงานบางอย่าง เมื่อองค์กรก้าวไปตามแนวทางนี้ การใช้ประโยชน์จาก AI ให้ได้มากขึ้นจึงขึ้นอยู่กับการมีระบบความปลอดภัย การกำกับดูแล และการควบคุมที่ถูกต้อง เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าจุดใดที่ยังจำเป็นต้องมีคนคอยดูแล และจุดใดที่สามารถปล่อยให้ AI ตัดสินใจดำเนินการได้เอง
นายอามิต คาปูร์ (Amit Kapur) Chief AI and Services Transformation Officer ของ TCS กล่าวว่า
“เรากำลังเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ในภาคธุรกิจ สิ่งที่ชัดเจนคือ AI กำลังเปลี่ยนจากการเป็นแค่ตัวช่วย ไปสู่การลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้เองและเข้าถึงระบบหลังบ้านขององค์กรได้ลึกขึ้น เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานคือสิ่งที่องค์กรเห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดจาก AI โดยผู้บริหาร 84% ยกให้เป็นแหล่งสร้างมูลค่าหลักจากการลงทุนใน AI แม้ว่าจะมี 10% ที่ตอบว่าเห็นการเติบโตของรายได้แล้วก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนจะชะลอองค์กรต่างๆ ไว้คือ ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย การกำกับดูแล และความเสถียรของระบบ การนำ AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมด้วยกรอบป้องกันและการควบคุมระดับองค์กรที่ถูกต้อง จะเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในก้าวต่อไป”
ความเป็นอิสระของแพลตฟอร์ม (Platform independence)
ผู้บริหารเริ่มหันมาให้ความสนใจกับความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องในการใช้งาน AI มากขึ้น โดย 90% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ความเป็นอิสระของโมเดล (การไม่ผูกติดกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง) เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนด้าน AI ในขณะที่ 34% ระบุว่า ข้อกำหนดเรื่องอธิปไตยทาง AI (AI sovereignty) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมสถานที่ตั้งของข้อมูล การเลือกใช้โมเดล และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ถือเป็นความเสี่ยงระดับสูงหรือสูงมากขององค์กร ความกังวลนี้เกิดขึ้นชัดเจนในยุโรป โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจถึง 43% ที่ระบุว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงระดับสูงหรือสูงมาก ขณะเดียวกัน มีผู้ตอบแบบสำรวจทั่วโลกเพียง 7% ที่ระบุว่ามีแผนรองรับความต่อเนื่องในการเปลี่ยนผู้ให้บริการครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพาโมเดลและอธิปไตยทาง AI นั้นกำลังเพิ่มขึ้นเกินกว่าขีดความพร้อมในการจัดการในเชิงปฏิบัติการ
ประเด็นสำคัญอื่นๆ จากรายงานดังกล่าว ได้แก่
- ความคุ้มค่าของ AI อยู่ระหว่างการทบทวน: 39% ขององค์กรระบุว่า ยังคงประเมินอยู่ว่าโครงการ AI ต่างๆ สร้างมูลค่าได้คุ้มค่ากับต้นทุนค่าประมวลผล (Compute) และค่าใช้จ่ายของโทเคน (Token) หรือไม่
- ความรู้ภายในองค์กรยังคงกระจัดกระจาย: 44% ของผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่า ความรู้ทางธุรกิจที่สำคัญยังคงยึดติดอยู่กับตัวพนักงาน หรือกระจัดกระจายอยู่ในเอกสารต่างๆ ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถของ AI ในการเข้าถึงบริบทขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง
- AI แบบโอเพนซอร์ส (Open-source) กำลังได้รับความสนใจ: 46% รายงานว่ามีการนำ AI แบบโอเพนซอร์สมาใช้งานแบบเฉพาะเจาะจงในบางกรณีการใช้งาน (Use cases)
- ผลกระทบของ AI ต่อคนทำงานเริ่มคาดเดาได้ยากขึ้น: สัดส่วนของผู้นำที่ระบุว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชัดว่า AI ส่งผลกระทบต่องานอย่างไร” เพิ่มขึ้นจาก 4% ในปี 2024 เป็น 19% ในปี 2026
- การเพิ่มประสิทธิภาพงานยังคงเป็นแหล่งมูลค่าอันดับหนึ่งของ AI: รองลงมาคือการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า และการคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ
ลำดับความสำคัญและความพร้อมด้าน AI แตกต่างกันไปตามภูมิภาค: การศึกษายังพบว่าการนำ AI มาใช้ในองค์กรมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของโลก โดยอเมริกาเหนือมีความพร้อมเกี่ยวกับรากฐาน AI ระดับองค์กรหลายด้านที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดย 15% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า AI ถูกจัดเป็นขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ส่วนยุโรปให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องอธิปไตยทาง AI โดย 43% ระบุว่าข้อกำหนดด้านนี้เป็นความเสี่ยงระดับสูงหรือสูงมาก ในขณะที่สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์มีความโดดเด่นในด้านความพร้อมรับมือความเสี่ยงในการดำเนินงาน (Operational resilience) โดยมีระดับการวางแผนความต่อเนื่องด้าน AI และการวางกรอบการกำกับดูแลที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้นำระดับสูงด้านธุรกิจและเทคโนโลยีจำนวน 1,333 คน ครอบคลุม 25 ประเทศ และ 12 อุตสาหกรรม โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจประกอบด้วยผู้บริหารระดับ C-suite, ผู้นำระดับส่วนงาน, ตลอดจนรองประธานอาวุโสและรองประธาน จากองค์กรที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานฉบับสมบูรณ์ TCS Enterprise AI Study: Intelligence that is Real สามารถอ่านได้ที่ TCS Enterprise AI Study: Intelligence that is Real
TCS Enterprise AI Study Shows 84 Percent Link AI to Productivity While Only 10 Percent Allow Autonomous Execution
Tata Consultancy Services has released findings from its global enterprise research report, TCS Enterprise AI Study: Intelligence that is Real, indicating that 84 percent of surveyed corporate leaders identify labor and operational productivity as the primary value generated from artificial intelligence investments. However, only 10 percent of enterprises globally permit autonomous AI agents to make decisions and execute actions across business units without human approval. The study also revealed that merely 9 percent of executives consider AI agents capable of orchestrating cross-application enterprise workflows securely.
The survey of 1,333 senior business and technology executives across 25 countries and 12 industries established enterprise security, risk, and governance as the primary considerations shaping corporate AI deployments, outpacing operational costs, deployment velocity, and implementation ease. In response to potential systemic lock-in, 90 percent of respondents stated that model independence is an essential factor in investment decisions, while 34 percent cited AI sovereignty mandates regarding data residency, model selection, and regulatory compliance as high or critical corporate risks. Operational continuity planning remains limited, with only 7 percent of respondents maintaining enterprise-wide vendor transition frameworks.
The Chief AI and Services Transformation Officer at TCS stated that enterprise artificial intelligence is moving beyond assistive tools toward autonomous execution deeper within core systems. The executive noted that while 84 percent of respondents associate AI with productivity gains and 10 percent report measurable revenue expansion, organizational reservations surrounding data protection, systems governance, and operational resilience continue to temper deployment speed.
Financial and institutional barriers persist across technical workflows. Approximately 39 percent of surveyed companies continue to evaluate whether AI implementations deliver returns justifying ongoing graphics processing compute cycles and token costs. In addition, 44 percent reported that vital domain knowledge remains locked within individual personnel or unstructured documentation, limiting the contextual inputs available to enterprise systems. Regionally, 15 percent of North American enterprises recognize AI as an established strategic corporate capability, while 43 percent of European executives designate AI sovereignty as a critical operational risk factor.
