ภารกิจ AIS ปั้นอีสานเป็นพิมพ์เขียว Green Network ตอกย้ำปรัชญา More Bit, Less Watt สร้างสมดุลความเร็ว-ความยั่งยืน

นิยามใหม่ของ “เน็ตแรงคักคัก” – เมื่อความยั่งยืนคืออนาคตของ 5G
เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง TelecomLover ได้เดินทางร่วมทริปภาคอีสานกับ AIS ซี่งเราเห็นถึงศักยภาพของโครงข่าย AIS 5G ที่ครอบคลุมและรวดเร็วทั่วภาคอีสานตามบทความก่อนหน้าที่บางท่านได้ติดตามกันไปแล้ว ทว่า ท่ามกลางความเร็วและความแรงที่น่าประทับใจนั้น ได้เกิดคำถามตามมาที่น่าสนใจยิ่งกว่า: อะไรคือต้นทุนที่มองไม่เห็นของการเชื่อมต่อที่ไร้ขีดจำกัดนี้?

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการใช้งานมหาศาลนี้ย่อมต้องการพลังงานมหาศาลเช่นกัน คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS ได้ยอมรับประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาในระหว่างการบรรยายสรุปว่า “เรานี่เป็นคนใช้ไฟแล้วเป็นคนใช้ไฟเยอะด้วย… แทบจะเป็นรายต้นต้นของของประเทศ” การยอมรับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหา แต่คือการวางกรอบ “ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านพลังงาน” (Energy Dilemma) ที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งโลกกำลังเผชิญ
นี่คือจุดที่ AIS กำลังเปลี่ยนกรอบความคิดของอุตสาหกรรมจากเดิม ที่มุ่งเน้นเพียง “ความเร็ว” (Speed) ไปสู่ “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) โดยมีคำตอบคือวิสัยทัศน์ “AI for Sustainable Nation” และกลยุทธ์ความยั่งยืน 3 ด้านที่เป็นรูปธรรม

และในภารกิจนี้ ภาคอีสานไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ให้บริการ 5G แต่กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่สำคัญที่สุด ในฐานะ “ต้นแบบ Green Network” (Green Network Prototype) แห่งแรกของประเทศ ด้วยจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่เด่นชัด คือการเป็นภูมิภาคที่ “ได้รับแสงแดดยาวนานกว่าภูมิภาคอื่น” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการผลิตพลังงานสะอาด นี่คือการประกาศว่าภารกิจสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเทคโนโลยีและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมได้เริ่มต้นแล้ว และมีศูนย์กลางอยู่ที่ภาคอีสาน
โมเดลสู่ความยั่งยืน: ทำไมบริษัทโทรคมนาคมต้องเป็น “ผู้เปิดทาง” (Enabler) ด้านสภาพภูมิอากาศ
กลยุทธ์ความยั่งยืนของ AIS ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเพื่อสังคม (CSR) แต่เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ (Core Business) โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักที่ชัดเจน

- Drive Digital Economy: ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
- Promote Digital Inclusion: สร้างการเข้าถึงดิจิทัลอย่างทั่วถึงและรับผิดชอบ
- Act on Climate: สร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการขยายขอบเขตความรับผิดชอบของ AIS ให้ก้าวข้ามขอบเขตองค์กรของตัวเอง คุณวสิษฐ์ ได้เน้นย้ำแนวคิด “Enabler Effect” หรือการเป็น “ผู้เปิดทาง” ไว้อย่างชัดเจนว่า “เราอะไม่ได้คุยเรื่องลดอีมิทชันอยู่เฉพาะเซกเตอร์ เรา… เรามองว่าเซกเตอร์ของเทเลคอมเนี่ย… สามารถที่จะสร้างผลกระทบ หรือ impact ให้กับ sector อื่นอื่นได้ด้วย”

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) มีความเสถียรและครอบคลุม มันจะช่วยให้ภาคส่วนอื่นของสังคมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มหาศาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการลดการเดินทาง (เช่น การประชุมผ่าน Zoom หรือการขนส่งผู้ป่วย) หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่ง AIS ประเมินว่าสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคส่วนอื่นได้เกือบ 10 เท่า
ถอดรหัสกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่การปฏิบัติ (Decoding the 3-Pillar Strategy into Action)
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานร่วมกันของกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน AIS แม็ปความเชื่อมโยงของโครงการสำคัญและตัวชี้วัด ไว้ในตารางต่อไปนี้:
| เสาหลัก (Pillar) | เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Strategic Objective) | โครงการสำคัญและตัวชี้วัด (Key Initiatives & Metrics) |
| 1. Drive Digital Economy | การเป็น “Digital Backbone” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล | – โครงสร้างพื้นฐาน: 5G, Fiber Network, IoT, Cloud, Data Center เพื่อสนับสนุน SMEs กว่า 2 ล้านราย และองค์กรขนาดใหญ่
– ความปลอดภัย (Secure Network): บล็อก Spam Call (1.511 ล้านเบอร์), Spam SMS (56 ล้านข้อความ), Spam URL (500 ล้านครั้ง) – การปราบปรามเชิงรุก: “วิ่งไป ตามจับ” เครือข่าย Fake Base Station ที่ตั้งบนรถหรือมอเตอร์ไซค์ |
| 2. Promote Digital Inclusion | สร้างการเข้าถึงดิจิทัลอย่างทั่วถึงและรับผิดชอบ | – เชื่อมพื้นที่ห่างไกล: โครงการ Green Energy Network for THAIs ใช้พลังงานสะอาดเชื่อมสัญญาณในพื้นที่ห่างไกล
– การศึกษา: Digital Library และ Broadband Internet for Schools – ภูมิคุ้มกันไซเบอร์: AIS อุ่นใจ CYBER มีผู้เรียนรู้แล้ว 886,594 คน โดยมีกิจกรรมในพื้นที่อีสาน เช่น บุรีรัมย์ และ ขอนแก่น และวัดระดับสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย |
| 3. Act on Climate | สร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเครือข่าย | – การจัดการขยะ: โครงการ AIS E-Waste ตั้งจุดรับ 3,000 จุด กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว 1.2 ล้านชิ้น
– ปรัชญาเครือข่าย: “More Bit, Less Watt” (ส่งข้อมูลมากขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง) – พลังงานสะอาด: การติดตั้ง Solar Cell ที่สถานีฐาน โดยมีภาคอีสานเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ |
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ทั้ง 3 ด้านนี้ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน หากแต่เชื่อมต่อกันเป็น วงจรเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน: Act on Climate (เสาหลักที่ 3) วาง “ฐานพลังงานสะอาด” ให้ Promote Digital Inclusion (เสาหลักที่ 2) ขยายการเข้าถึงไปยังพื้นที่ห่างไกลไร้ไฟฟ้า (off-grid) ได้จริง และเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ถูก “Include” แล้ว ก็ยิ่งเร่งแรงส่งให้เข้าสู่ Digital Economy (เสาหลักที่ 1) ได้อย่างสมบูรณ์—ก่อนที่เศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตขึ้นจะย้อนกลับมาหนุนการลงทุนด้านพลังงานและการเข้าถึงอีกทอดหนึ่ง
เจาะลึก Pillar 3 (Act on Climate): ปฏิวัติเครือข่ายด้วยปรัชญา “More Bit, Less Watt”

หัวใจด้านเทคนิคของ Green Network อยู่ภายใต้เสาหลัก “Act on Climate” ซึ่งคุณวสิษฐ์ได้อธิบายว่า ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1. Waste Management (การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste) และ 2. Climate Action (การดำเนินงานด้านพลังงาน)

ในการดำเนินงานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นความท้าทายหลักของอุตสาหกรรม AIS ได้วางกลยุทธ์ไว้ 3 ระดับ:
- Renewable Energy (พลังงานหมุนเวียน): “ท็อปช้อยส์แรกแรกทุกคอมเมนเตอร์ทั่วโลกทำเหมือนกันหมดก็คือ renewer energy” นี่คือลำดับความสำคัญสูงสุด
- Energy Efficiency (ประสิทธิภาพพลังงาน): “มี การใช้งาน พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น” ผ่านการอัปเกรดและปรับปรุงอุปกรณ์ให้ทันสมัย (Network Modernization)
- Network Modernization (การปรับปรุงเครือข่าย): ออกแบบเครือข่ายให้ “ใช้ไฟน้อยลง”
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ การเปลี่ยนวิธีคิด ในการบริหารจัดการเครือข่าย คุณวสิษฐ์ เล่าว่า เดิมอุตสาหกรรมยึดแนวคิด “Zero Bit, Zero Watt” ซึ่งหมายถึง “ถ้าพี่ไม่ใช้ มันควรจะไม่ใช้พลังงาน”

แต่ในโลกความเป็นจริงของยุค 5G แนวคิดนี้ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป “ทันทีที่มี 5G มันเป็นไปได้ยากครับ เพราะว่าดาต้าคอนซัมชั่นมันสูงขึ้น” ปริมาณการใช้ข้อมูลที่ระเบิดตัวขึ้นทำให้เครือข่ายต้องทำงานเกือบตลอดเวลา
นี่คือที่มาของปรัชญาใหม่ที่ท้าทายกว่า: “มอร์ บิด เลส วัตต์” (More Bit, Less Watt)
ปรัชญานี้คือการยอมรับความจริงที่ว่าเครือข่ายต้อง “ส่งมากขึ้นแหละ ส่งดาต้ามากขึ้นแหละ แต่ควรจะใช้พลังงานน้อยลง” นี่คือคำตอบของ AIS ต่อปรากฏการณ์ “Jevons Paradox” ในทางวิศวกรรม กล่าวคือ แม้เทคโนโลยี 5G จะมีประสิทธิภาพ (ประหยัดพลังงาน ต่อบิต มากกว่า 4G) แต่อัตราการบริโภคโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล (เพราะเราสตรีม 8K, ใช้ IoT) ทำให้การใช้พลังงานสุทธิ (Net Energy Use) ยังคงเพิ่มขึ้น

กลยุทธ์ “More Bit, Less Watt” จึงเป็นการทำงานในสองด้าน: 1. “Less Watt” ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของอุปกรณ์ (Efficiency) และ 2. “More Bit” โดยการ แยก การใช้พลังงาน (Watt) ที่เพิ่มขึ้นนี้ออกจากแหล่งพลังงานที่ไม่ยั่งยืน (Fossil Fuels) แล้วหันไปพึ่งพา “Renewable Energy” อย่างเต็มรูปแบบแทน
“อีสาน” คือพิมพ์เขียว: การสร้างต้นแบบ Green Network แห่งชาติ

เมื่อกลยุทธ์ระดับชาติคือการมุ่งเน้น “Renewable Energy” เป็น “ท็อปช้อยส์” คำถามต่อมาคือ จะเริ่มต้นที่ไหน?
คำตอบที่ชัดเจนจากทริปครั้งนี้คือ ภาคอีสาน

เหตุผลไม่ได้เป็นเพียงเพราะ AIS ต้องการขยายสัญญาณ 5G ในภาคอีสาน แต่เป็นเพราะจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ “เนื่องด้วยภูมิภาคอีสานได้รับแสงแดดยาวนานกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งเอื้อในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด นับเป็นจุดแข็งสำคัญ”

ด้วยเหตุนี้ ภาคอีสานจึงถูกยกระดับจากการเป็นหนึ่งในพื้นที่ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดระดับภูมิภาค สู่การเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ (Strategic Zone) และ พื้นที่นำร่อง (Pilot Zone) สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนต้นแบบของ AIS

ภาพสถานีฐานที่ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ที่เราเห็นในภาคอีสาน จึงไม่ใช่แค่การติดตั้งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่คือภาพแทนของ “ต้นแบบ Green Network” ที่กำลังเกิดขึ้นจริง นี่คือโมเดลที่ AIS จะใช้เพื่อพิสูจน์ว่ากลยุทธ์ Renewable Energy สามารถใช้งานได้จริงในระดับสเกล (at scale) ภายใต้การนำของทีมปฏิบัติการในพื้นที่ นำโดย คุณวิศรุต พิศาล หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โมเดลที่สำเร็จในอีสาน (The Isan Blueprint) จะถูกนำไปขยายผลและประยุกต์ใช้ทั่วประเทศต่อไป

เครือข่ายสีเขียว: จุดเริ่มของการเข้าถึงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การลงทุนใน Green Network (เสาหลักที่ 3) ไม่ได้เป็นไปเพื่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลกระทบโดยตรงและปลดล็อกศักยภาพของอีกสองเสาหลักที่เหลือ (Inclusion และ Economy) อย่างชัดเจน
จาก Pillar 3 สู่ Pillar 2 (Green Network enables Inclusion):
ในพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าหลักเข้าไม่ถึง การขยายโครงข่ายสื่อสารในอดีตแทบเป็นไปไม่ได้หรือมีต้นทุนสูงมาก เครือข่ายพลังงานสะอาด (Solar-powered network) คือคำตอบเดียวที่จะขยายการเข้าถึง (Inclusion) ไปยังพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน

คุณวสิษฐ์ได้ยกตัวอย่างโครงการ “Green Energy Network for THAIs” ที่ชุมชน “มอโก้โพคี” (จ.ตาก) แม้จะอยู่นอกภาคอีสาน แต่หลักการของโครงการนี้คือหัวใจสำคัญของ Green Network ที่กำลังถูกนำมาใช้ในอีสานเช่นกัน จากเดิมที่ชุมชนทำ “พืชเชิงเดี่ยว” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การเผา, PM 2.5) เมื่อ AIS เข้าไปติดตั้งโครงข่ายพลังงานแสงอาทิตย์ ผลลัพธ์คือ ผู้ใหญ่บ้านสามารถ “ไลฟ์ ขายกาแฟตลอดเวลา” เปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่ E-commerce ที่สร้างมูลค่าสูง นี่คือการพิสูจน์ว่า เสาหลักที่ 3 (Climate) ปลดล็อกเสาหลักที่ 2 (Inclusion) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างไร

โครงข่ายที่ยั่งยืนนี้ยังเป็นรากฐานให้โครงการ Inclusion อื่นๆ ในภาคอีสาน เช่น “Digital Library” และ “Broadband Internet for Schools” และที่สำคัญคือการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลผ่าน “AIS อุ่นใจ CYBER” ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเชิงรุกในพื้นที่ภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.ขอนแก่น เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์

จาก Pillar 3 & 2 สู่ Pillar 1 (Green & Included Network enables Economy):
เมื่อโครงข่าย “เขียว” (Green) และ “ทั่วถึง” (Included) แล้ว มันจะกลายเป็นรากฐานของ “เศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy) ที่แข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจดิจิทัลนี้จะถูกบ่อนทำลายทันทีหากขาดความ “ปลอดภัย” (Secure)

AIS ตระหนักดีว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” ในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงแค่เสาและสายสัญญาณ แต่หมายถึง “ระบบนิเวศเชิงสังคม-เทคนิค” (Socio-Technical Ecosystem) ที่ต้องปลอดภัยด้วย
คุณวสิษฐ์ ได้อธิบายการทำงาน 2 ระดับเพื่อปกป้อง Digital Economy:
- การป้องกัน (Reactive): คือการใช้เทคโนโลยีบล็อกภัยคุกคาม ทั้ง Spam Call (1.511 ล้านเบอร์), SMS (56 ล้านข้อความ) และ URL อันตราย (500 ล้านครั้ง)
- การปราบปราม (Proactive): คือการทำงานเชิงรุกอย่างจริงจัง “เรา ไม่ ได้แค่ รีแอค ทีฟ เรา เราแอค ทีฟ เรา วิ่งไป ตามจับ” AIS ทำงานร่วมกับตำรวจเพื่อ “ตามจับ” ขบวนการที่ใช้ “Fake Base Station” ซึ่งเป็นอุปกรณ์เถื่อนที่คนร้าย “แบก ใส่ เป้” หรือ “ขี่ มอเตอร์ไซค์” เพื่อดักจับสัญญาณมือถือและส่ง SMS หลอกลวงโดยไม่ผ่านเครือข่ายอย่างที่เห็นในข่าวก่อนหน้านี้

การปราบปรามเชิงรุกนี้สะท้อนให้เห็นว่า AIS นิยาม “โครงสร้างพื้นฐาน” ในความหมายใหม่ ที่ประกอบด้วย 3 ชั้น ได้แก่ (1) ชั้นกายภาพที่ยั่งยืน (Green Physical Layer), (2) ชั้นความปลอดภัย (Secure Protocol Layer) และ (3) ชั้นผู้ใช้ที่มีความรู้ (Educated User Layer) ทั้งสามส่วนนี้คือสิ่งที่ค้ำจุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
บทสรุป: อนาคตคือ “สีเขียว” และมันเริ่มต้นที่ “อีสาน”

นอกเหนือไปจากเน็ตที่เร็วแรง สิ่งที่ควรมาพร้อมกันคือ Sustainable / Inclusive / Secure ภายใต้วิสัยทัศน์ AIS “AI for Sustainable Nation” อีสานถูกยกระดับให้เป็น Blueprint ของ Green Network แห่งแรกของประเทศ ใช้แต้มต่อพลังงานแสงอาทิตย์พิสูจน์หลัก More Bit, Less Watt ว่า 5G ที่แรงสามารถเดินคู่ความยั่งยืนได้จริง จากต้นแบบนี้ มาตรฐานโครงข่ายโทรคมนาคมไทยจึงถูกยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพพลังงาน ความทั่วถึง และความปลอดภัย เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

