UCSD และ Google ทดลองเปลี่ยน Pixel เก่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ต้นทุนต่ำ พบ 25-50 เครื่องให้พลังประมวลผลเทียบ CPU เซิร์ฟเวอร์หนึ่งชุด

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (UCSD) ร่วมมือกับ Google กำลังทดลองเปลี่ยนสมาร์ตโฟน Pixel ที่ปลดระวางแล้วให้กลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ต้นทุนต่ำ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตเครื่องใหม่ แต่ยังให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงจนน่าทึ่ง โดยผลการทดสอบชี้ว่าสมาร์ตโฟนที่เปิดตัวเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน มีประสิทธิภาพการประมวลผลต่อคอร์เดี่ยวในผลทดสอบแบบ SPEC benchmark ที่สูงกว่าโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์บางรุ่นในปัจจุบันอย่างเช่น ASUS RS720A-E11 ที่ใช้ชิปประมวลผลคู่ AMD EPYC

ทีมวิจัยได้แก้ไขข้อจำกัดฮาร์ดแวร์ด้วยการแยกชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ แบตเตอรี่ กล้อง ลำโพง และฝาหลัง โดยเหลือไว้เพียงเมนบอร์ดและชิปเซ็ตประมวลผลหลัก (SoC) เท่านั้น จากนั้นทำการปรับเปลี่ยนระบบซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด โดยถอดระบบปฏิบัติการ Android ออกแล้วแทนที่ด้วย Linux สำหรับใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมติดตั้งซอฟต์แวร์จัดการระบบอย่าง Kubernetes เพื่อสั่งการให้สมาร์ตโฟนแต่ละเครื่องทำงานร่วมกันในฐานะหน่วยประมวลผลอิสระ

จากการทดสอบพบว่าการรวมกลุ่มสมาร์ตโฟนเก่าประมาณ 25 ถึง 50 เครื่อง จะให้ขีดความสามารถในการประมวลผลเทียบเท่ากับ CPU ระดับเซิร์ฟเวอร์แบบติดตั้งคู่ 1 ตัว โดยในปัจจุบันทีมวิจัยได้เริ่มทดลองใช้งานจริงกับกลุ่มสมาร์ตโฟนจำนวน 20 เครื่อง ซึ่งสามารถรองรับการรันแอปพลิเคชันเพื่อให้บริการแก่นักศึกษาในคลาสเรียนได้มากกว่า 75 คนได้อย่างสบาย ๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการเช่าระบบคลาวด์ปกติอย่างมาก

เป้าหมายถัดไปของโครงการนี้คือการขยายขอบเขตสู่ระบบขนาดใหญ่ โดยมีแผนที่จะสร้างคลัสเตอร์ที่รวบรวมสมาร์ตโฟนเก่าจำนวน 2,000 เครื่องภายในสิ้นปีนี้ เพื่อรองรับคลาสเรียนขนาดใหญ่พร้อมกันถึง 100 คลาส และเป็นการทดสอบความทนทานของฮาร์ดแวร์ระดับผู้บริโภคทั่วไปเมื่อต้องมาทำงานหนักต่อเนื่องในรูปแบบของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาว

Comments

comments