LINE MAN RIDE เร่งขยายระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้าดึงคนขับเพิ่มกว่า 3,000 รายภายในปี 2026 ชูโมเดลลดต้นทุนน้ำมัน 60% และเปิดฟีเจอร์ใหม่ Comfort เอาใจผู้โดยสาร

LINE MAN RIDE บริการเรียกรถจากแพลตฟอร์ม LINE MAN ประกาศเร่งเครื่องลงทุนในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าหมายขยายเครือข่ายคนขับรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพเพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000 รายภายในสิ้นปี 2026 ผ่านโมเดลการเช่ารถที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบอาชีพเรียกรถโดยสาร พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ Comfort เพื่อเชื่อมต่อผู้โดยสารกับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง

จากการเก็บข้อมูลของแพลตฟอร์มพบว่า การเปลี่ยนมาใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าสามารถลดต้นทุนการเดินรถด้านพลังงานได้มากกว่า 60% หรือคิดเป็นเม็ดเงินเฉลี่ย 7,000 บาทต่อเดือนต่อคัน เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ส่งผลให้คนขับมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับคนขับรถแท็กซี่ทั่วไป ทางแพลตฟอร์มจึงได้พัฒนาโมเดลเช่าซื้อสำหรับคนขับเต็มเวลาด้วยงบประมาณเริ่มต้นเพียง 4,000 บาท พร้อมโปรแกรมการันตีรายได้ขั้นต่ำตามเงื่อนไข ช่วยเหลือในการทำใบขับขี่สาธารณะ และมอบกรรมสิทธิ์ครอบครองรถหลังเช่าครบ 6 ปี ซึ่งเป็นการร่วมมือกับผู้ให้บริการกองยานพาหนะไฟฟ้าเพื่อลดอุปสรรคสำหรับผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว

นอกจากฝั่งคนขับแล้ว แพลตฟอร์มยังได้กระตุ้นความต้องการของผู้โดยสารด้วยการเปิดตัวประเภทบริการใหม่ Comfort เพื่อขยายตัวเลือกจากเดิมที่มีแท็กซี่ รถยนต์ส่วนตัว และจักรยานยนต์ โดยฟีเจอร์นี้จะคัดสรรรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ พื้นที่กว้างขวาง นั่งสบาย ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ นำร่องให้บริการแล้วในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อนจะขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่องในอนาคต

คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญสำหรับธุรกิจเรียกรถโดยสารในระยะยาวคือการมีเครือข่ายคนขับที่มีคุณภาพ ซึ่งสามารถสร้างอาชีพที่ยั่งยืนบนแพลตฟอร์มของเราได้ เราจึงเลือกที่จะลงทุนในการลดต้นทุนของคนขับผ่านโมเดลการเช่ารถ EV ต้นทุนที่ลดลงนำไปสู่รายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้นจริงสำหรับคนขับ ในขณะที่ผู้โดยสารก็ได้รับบริการที่ดีขึ้น แนวทางนี้จะช่วยสร้างระบบนิเวศ EV ที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อทั้งคนขับ ผู้โดยสาร และแพลตฟอร์ม โดยเรามั่นใจว่ายอดจองรถ EV ผ่านฟีเจอร์ Comfort จะเติบโตขึ้นถึง 10 เท่าภายในสิ้นปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงนำร่องในเดือนกรกฎาคม 2026
การขยายตัวของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าบนระบบขับเคลื่อนระยะทางเฉลี่ยมากกว่า 5,000 กิโลเมตรต่อเดือน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 0.75 ตันต่อเดือนต่อคัน ซึ่งปัจจุบันบริการนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 3,500 ตัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาฟีเจอร์ความปลอดภัย เช่น ระบบติดตามการเดินทางเรียบลไทม์ การตรวจสอบประวัติคนขับ ประกันภัย และเครื่องมือสื่อสารในแอปพลิเคชันอย่างครบครันภายใต้การรับรองจากกรมการขนส่งทางบก
