AWS เผยธุรกิจไทยใช้ AI สม่ำเสมอเพิ่มเป็น 43% แต่มีเพียง 9% ที่บูรณาการระดับสูง ขณะที่ 19% พร้อมรับ Agentic AI สะท้อนช่องว่างการขยายผล
อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) เผยแพร่รายงานผลการศึกษาล่าสุด ในชื่อ “Unlocking Thailand’s AI Potential 2026” (ปลดล็อกศักยภาพ AI ของประเทศไทย ปี 2569) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ช่วงที่การนำ AI มาใช้งานมีความท้าทายและซับซ้อนมากขึ้น การใช้งาน AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน 43% ของธุรกิจมีการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นจาก 32% ในปีที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญในลำดับถัดไปคือการช่วยให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถสร้างทักษะ ระบบกำกับดูแล และรากฐานด้านการลงทุนที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจในวงกว้าง
ผลการศึกษาพบว่า การใช้ AI เติบโตขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นธุรกิจกว่า 220,000 แห่งที่เริ่มนำ AI มาใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต่างเริ่มเห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม โดย 84% ของธุรกิจที่ใช้ AI รายงานว่ามีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 71% มีรายได้เพิ่มขึ้น และ 64% ระบุว่าสามารถเร่งการสร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น โอกาสสำคัญในระยะต่อไปคือการต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว เนื่องจาก 74% ของธุรกิจที่ใช้ AI ยังคงเน้นไปที่การใช้งานขั้นพื้นฐาน เช่น แชทบอท เครื่องมือสำเร็จรูป และการเพิ่มประสิทธิภาพแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้ AI ขั้นสูง เช่น ระบบที่พัฒนาขึ้นเฉพาะองค์กร (Custom systems) การใช้โมเดล AI หลายรูปแบบร่วมกัน (Combined models) หรือ Agentic และ Autonomous AI (AI ที่ทำงานและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง) การก้าวไปสู่การใช้งานในระดับที่ลึกขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจปลดล็อกคุณค่าของ AI ได้มากขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรม รูปแบบการดำเนินงานใหม่ ๆ และขีดความสามารถในการแข่งขัน
AI แห่งอนาคต (Next-generation AI) ยกระดับมาตรฐานการใช้งาน
ช่องว่างด้านความลึกของการใช้งาน AI กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่าง Agentic AI, ระบบอัตโนมัติขั้นสูง (Advanced automation) และเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ (Autonomous workflows) มีความก้าวหน้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเพียง 19% ของธุรกิจที่ระบุว่าตนมีความพร้อมในระดับสูงหรือพร้อมอย่างเต็มที่ในการนำเทคโนโลยี AI แห่งอนาคตมาใช้ และความพร้อมดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการดำเนินงานจริง โดย 56% ระบุว่าการขาดแคลนทักษะคืออุปสรรคสำคัญ 48% ระบุว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณภายในองค์กร และ 41% ระบุว่าความไม่ชัดเจนของกฎหมายและกฎระเบียบด้าน AI และดิจิทัลเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้
คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย กล่าวว่า “แรงขับเคลื่อนด้าน AI ของประเทศไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้เราได้เห็นลูกค้าจำนวนมากก้าวจากการทดลองใช้งานไปสู่การนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กรแล้ว ระยะต่อไปคือการขยายการใช้งาน AI ให้ครอบคลุมทั่วทั้งธุรกิจ ผ่านการผสาน AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลัก การพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร และการพัฒนาระบบที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น Agentic AI ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลที่ชัดเจน เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรในประเทศไทยก้าวจากความสำเร็จในระดับโครงการไปสู่การสร้างผลลัพธ์ในระดับองค์กร เพื่อเปลี่ยนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่เกิดขึ้นในระยะแรก ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”
การใช้งาน AI กำลังขยายตัวออกไปนอกเหนือทีมเทคนิค
การนำ AI มาใช้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยแผนก IT เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป 71% ของภาคธุรกิจกล่าวว่า ปัจจุบันการริเริ่มใช้งาน AI (Use cases) ริเริ่มโดยหน่วยธุรกิจหรือพนักงานที่ไม่ได้อยู่ในสายงานด้านเทคนิค และ 70% รายงานว่าพนักงานทกลุ่มดังกล่าวมีการใช้ AI เป็นประจำ สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในแต่ละวันของทีมต่าง ๆ ทั้งในสายการตลาด ทรัพยากรบุคคล และการปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม แม้การใช้งาน AI จะขยายวงกว้างขึ้น แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน โดยมีเพียง 19% ขององค์กรเท่านั้นที่มีนโยบายที่ครอบคลุมการใช้ AI ของพนักงานที่อยู่นอกสายงานด้านเทคนิค
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากขึ้น วิจารณญาณของมนุษย์จึงกลายเป็นทักษะสำคัญ จากการศึกษาพบว่า 61% ของธุรกิจมองว่าความสามารถในการตีความ ตรวจสอบความถูกต้อง และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น จะเป็นทักษะที่มีความสำคัญในอนาคต อย่างไรก็ตาม 52% ระบุว่าพนักงานยังมีความมั่นใจเพียงบางส่วนหรือไม่มั่นใจเลย ในการตัดสินใจว่าเมื่อใดควรเชื่อถือผลลัพธ์จาก AI และเมื่อใดควรตรวจสอบเพิ่มเติม สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นคือแนวทางที่ชัดเจนว่าเมื่อใดควรใช้ AI เมื่อใดควรทบทวนผลลัพธ์ และเมื่อใดควรส่งต่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้เชี่ยวชาญพิจารณา แนวโน้มดังกล่าวยังส่งผลต่้ความต้องการด้านบุคลากร โดย 51% ของธุรกิจไทยระบุว่าการขาดแคลนทักษะด้าน AI และดิจิทัลเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายขอบเขตการใช้งาน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 47% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 72% ของธุรกิจที่มีการใช้ AI ระบุว่าการยกระดับทักษะและพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) ให้แก่พนักงานปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ด้าน AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความพร้อมด้าน AI จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเตรียมบุคลากรทั่วทั้งองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสามารถในการแข่งขันขึ้นอยู่กับการขยายการใช้งาน AI อย่างมั่นใจ
รายงานยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวัง (Cautious confidence) ต่อศักยภาพของประเทศไทย โดย 54% ของธุรกิจมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในฐานะศูนย์กลางด้าน AI และนวัตกรรมระดับโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลขั้นสูงในพื้นที่สำคัญ และความสามารถในการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่และหลากหลาย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นความได้เปรียบในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง การบูรณาการ AI เข้ากับการดำเนินงานหลักขององค์กร และการกำกับดูแลที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
องค์กรไทยเริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่าการใช้ AI ในระดับที่ลึกขึ้นสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร โดย KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) หน่วยงานด้านเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย ได้ใช้บริการ Agentic AI ของ AWS เพื่อปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันเดิมให้ทันสมัย ช่วยลดภาระงานด้านวิศวกรรมได้สูงสุดถึง 3 เท่า ลดต้นทุนด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และวางรากฐานแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะสำหรับภาคธุรกิจ
ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางเชิงปฏิบัติที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อก้าวจากการทดลองใช้งาน AI ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น
- กำหนดกลยุทธ์ AI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ: ระบุกรณีการใช้งาน (Use cases) ที่มีมูลค่าสูง กำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และตั้งเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จสำหรับโครงการที่สามารถต่อยอดจากขั้นทดลอง (Pilots) ไปสู่การใช้งานจริง (Production) ได้
- พัฒนาทักษะด้าน AI ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร: สนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งสำหรับบุคลากรสายเทคนิคและพนักงานทั่วไป ผ่านการฝึกอบรมด้านความรู้ความเข้าใจเรื่องข้อมูล (Data Literacy) การออกแบบคำสั่ง (Prompt Design) การตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์จาก AI และการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ
- สร้างแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI ในการทำงานประจำวัน: กำหนดนโยบายการใช้งาน AI สำหรับพนักงาน ระบุกรณีที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบโดยมนุษย์ และกำหนดช่องทางการรายงานหรือส่งต่อการตัดสินใจที่ได้รับการสนับสนุนจาก AI อย่างชัดเจน
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและคลาวด์ให้พร้อมรองรับ AI: การขยายผลการใช้งาน AI จำเป็นต้องอาศัยการเข้าถึงข้อมูล พลังการประมวลผล และเครื่องมือที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อรองรับกรณีการใช้งาน AI ขั้นสูงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
- เริ่มทดลองใช้ Agentic AI ในกระบวนการทำงานทสามารถควบคุมได้: เริ่มจากกรณีการใช้งานที่มีขอบเขตชัดเจน มีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ และสามารถวัดผลลัพธ์ได้ ก่อนขยายการใช้งานไปยังส่วนงานอื่นขององค์กร
เกี่ยวกับการศึกษา
Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 เป็นการศึกษาที่ AWS มอบหมายให้ Strand Partners ดำเนินการ ในประเทศไทย การศึกษานี้ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจ 1,000 คน และประชาชน 1,000 คนที่เป็นตัวแทนระดับประเทศ การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการตามแนวทางของ UK Market Research Society และ ESOMAR
เกี่ยวกับ AWS
อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services หรือ AWS ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว มุ่งมั่นในการดำเนินงานที่เป็นเลิศ และการวางแผนระยะยาว เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ AWS ได้ทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน โดยนำ Cloud Computing และ Generative AI มาให้องค์กรทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรมได้ใช้งาน จนกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจเทคโนโลยีองค์กรที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ลูกค้าหลายล้านรายไว้วางใจ AWS ในการเร่งพัฒนานวัตกรรม ปรับเปลี่ยนธุรกิจ และร่วมกำหนดอนาคต ด้วยความสามารถด้าน AI ที่ครอบคลุมที่สุดและโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายอยู่ทั่วโลก AWS ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเปลี่ยนไอเดียที่ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นความจริงได้ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ aws.amazon.com และติดตามข่าวสารได้ที่ @AWSNewsroom
