Nuvola Media ชี้คนกรุงเสียเวลาบนถนนปีละ 115 ชม. เสนอใช้เทคโนโลยี Digital Twin ผสานดาต้าคมนาคมทุกระบบ แก้ปัญหารถติดแบบเชิงรุกโดยไม่ต้องถมงบสร้างเมือง

การจราจรติดขัดเป็นปัญหาในหลายเมืองใหญ่ นอกจากการจราจรติดขัดจะทำให้เดินทางไม่สะดวกแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน การขนส่งล่าช้า และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากยานพาหนะผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นและใช้เวลาบนท้องถนนนานกว่าเดิม อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัดถึงปัญหาที่สลับซับซ้อนซึ่งมีสาเหตุมาจากความแออัด จากข้อมูลของ TomTom Traffic Index ประจำปี พ.ศ. 2568 ผู้สัญจรไปมาราว ๆ หนึ่งล้านคนในเมืองต้องเสียเวลาไปกับการจราจรติดขัดถึง 115 ชั่วโมงต่อปีโดยประมาณ แม้จะมีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อให้เมืองมีความ ‘ชาญฉลาด’ มากขึ้นมานานนับสิบ ๆ ปี แต่ปัญหาการจราจรติดขัดยังคงเป็นความท้าทายหนึ่งที่กรุงเทพฯ แก้ไม่ตกเสียที เห็นได้ชัดว่า การสร้างเมืองเพื่อหลีกหนีจากถนนที่ติดขัดอย่างหนักและระบบขนส่งสาธารณะที่หนาแน่นนั้นอาจจะยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าใดนัก
กรุงเทพฯ มีพื้นที่ใช้สอยลดลงเรื่อย ๆ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และยังต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนายาวนาน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมามองใหม่ว่า เมืองที่ฉลาดและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริงนั้นต้องมีโฉมหน้าอย่างไรกันแน่
ต้นทุนของการสร้างเมืองพุ่งสูงเพราะขาดการผสานรวม
เรามักได้ยินว่า “Smart City” หรือ เมืองอัจฉริยะนั้นต้องมีเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อ ระบบอัตโนมัติ และระบบวิเคราะห์ขั้นสูง ซึ่งเป็นกระแสที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดและมักจะถูกพูดถึงในห้องประชุมหรือการสัมมนาอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เมืองมีความชาญฉลาดขึ้น สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงคือ ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานที่เอื้อให้ตัดสินใจและส่งมอบบริการได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในความเป็นจริง กรุงเทพฯ สร้างข้อมูลการขนส่งในปริมาณมหาศาลทุกวันจากสัญญาณไฟจราจร ระบบราง รถโดยสารประจำทาง เซ็นเซอร์ กล้องถ่ายภาพ และแอปพลิเคชันสำหรับผู้เดินทาง
แต่บ่อยครั้งที่ข้อมูลที่กล่าวมายังคงใช้แค่ภายในแต่ละหน่วยงาน ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในโครงข่ายการขนส่งซึ่งอาจจะกำลังแก้ปัญหาเหตุขัดข้องเดียวกันไม่ทราบข้อมูลที่สำคัญของอีกหน่วยงานว่าเกิดอะไรขึ้นในภาพรวมกันแน่
หากผู้ปฏิบัติงานมองไม่เห็นข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด ผู้ปฏิบัติงานก็ทำได้แค่คอยตั้งรับสถานการณ์ และกว่าจะมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดทั่วทั้งเครือข่ายอย่างชัดเจน ก็อาจจะสายไปเสียแล้ว
นอกจากนี้การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีราคาแพงเพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยยกระดับการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ผลกระทบจากการหยุดให้บริการระบบรางในช่วงเวลาเร่งด่วนมักไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเครือข่ายระบบรางเท่านั้นท้องถนนเองก็มีรถหนาแน่นขึ้นเช่นกัน เพราะผู้คนต้องมองหาทางเลือกอื่น ๆ
ในขณะที่มีความต้องการใช้งานเส้นทางรถโดยสารประจำทางเพิ่มขึ้น กล่าวคือ การจราจรติดขัดเปรียบเสมือนโรคติดต่อที่แพร่กระจายจากรูปแบบการขนส่งหนึ่งไปยังอีกรูปแบบหนึ่ง ข้ามผ่านเขตและย่านต่าง ๆ ดังนั้นการสร้างหรือการติดตั้งระบบ IT เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวนั้นจึงไม่เพียงพอเมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น
เครือข่ายเมืองต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว
ในอดีต การบริหารจัดการการขนส่งมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบสภาพการณ์และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น แม้ว่าแนวทางนี้จะยังคงมีความสำคัญ แต่ก็เริ่มทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเมืองต่าง ๆ ขยายใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงระบบคมนาคมขนส่งในอนาคตต้องอาศัยการการมองการณ์ไกลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และนี่คือจุดที่เทคโนโลยี Digital Twin จะสามารถเข้ามาพลิกโฉมวิธีการจัดการปัญหาการจราจรติดขัดของเมืองได้
เทคโนโลยี Digital Twin สามารถสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของเมืองทางกายภาพได้แบบเรียลไทม์ โดยการผสานรวมข้อมูลจากหลายระบบเข้าไว้ในที่เดียว แทนที่จะมองถนน บริการระบบราง รถโดยสารประจำทาง และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะแยกจากกัน ทีมปฏิบัติงานจึงสามารถมองเห็นการปฏิสัมพันธ์และมุมมองที่เชื่อมโยงกันได้ทันที
ดังนั้นผู้มีอำนาจสามารถตัดสินใจโดยไม่ได้ใช้แค่มาตรการหรือแนวทางภายในหน่วยงานนั้น ๆ แค่เพียงอย่างเดียว แต่จะเข้าใจในภาพรวมว่า เหตุขัดข้องแค่ประการเดียวในเครือข่ายก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบนิเวศในเมืองได้อย่างฉับพลันได้เช่นกัน
ผู้ปฏิบัติงานสามารถจำลองสถานการณ์ ทดสอบการตอบสนอง และคาดการณ์ผลกระทบของการหยุดชะงักก่อนที่จะเกิดขึ้นโดยอิงจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ต้องมาคอยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดหลังจากที่เกิดสถานการณ์ขึ้นแล้ว เพราะหน่วยงานภาครัฐสามารถมองเห็นสถานการณ์ที่กำลังก่อตัวและเข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
การเปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการแบบตั้งรับไปสู่การวางแผนเชิงรุกมีคุณค่าอย่างยิ่งในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งแม้แต่เหตุการณ์เล็กน้อยก็สามารถบานปลาย จนทำให้เกิดความล่าช้าในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางหลายพันคนได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเช่น เหตุขัดข้องที่ไม่คาดคิดบนเส้นทางคมนาคมหลักสามารถบรรเทาลงได้ ถ้าสามารถประเมินผลกระทบต่อถนนโดยรอบและปริมาณผู้สัญจรในทันที อีกหนึ่งกรณีคือ การใช้งานของข้อมูลที่ผสานรวมแบบรอบด้านหรือ Dynamic Network Balancing ช่วยให้สามารถจัดสรรขีดความสามารถในการขนส่งได้ดีขึ้น ตลอดจนให้คำแนะนำเส้นทางอื่น ๆ แก่ผู้สัญจรก่อนที่การจราจรจะติดขัดหนักยิ่งขึ้น
เทคโนโลยี Digital Twin ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานคาดการณ์ความต้องการและประสานงานระหว่างหลายหน่วยงานได้ โดยจะเพิ่มความน่าเชื่อถือในการให้บริการ ลดคอขวด และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโครงการขนาดใหญ่
พิมพ์เขียวใหม่สำหรับระบบคมนาคมขนส่งของเมือง
ความท้าทายที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบันก็สะท้อนถึงความท้าทายที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับ Digital Transformation ข้อมูลอาจมีอยู่ทั่วไปในหลายระบบ แต่หากไม่มีการผสานรวมความสามารถในการมองเห็นภาพรวม ก็อาจจะยังไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ และทำให้สูญเสียโอกาสที่สำคัญไป
ปัญหาการจราจรติดขัดอาจไม่หายเพียงชั่วข้ามคืน แม้ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีความสำคัญและจะยังคงสำคัญตลอดไป แต่ปัญหาด้านระบบคมนาคมขนส่งต้องการมากกว่าเพียงแค่การขยายโครงข่ายทางกายภาพ
โครงการ Smart City ที่ประสบความสำเร็จต้องสร้างขึ้นในระบบที่มีการเชื่อมโยงการดำเนินงาน เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ได้รับข้อมูลรอบด้าน มีการประสานงานและตอบสนองจากทุกฝ่าย พร้อมทั้งทำงานโดยเข้าใจสภาพการณ์ของเมืองไปในทิศทางเดียวกัน เราจึงจะสามารถสร้างรากฐานสำหรับบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีประชาชนเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง
เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ แต่กุญแจสำคัญคือการเรียนรู้วิธีการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานให้ชาญฉลาดเหมือนกับตอนที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยการทำลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วนและสร้างความสามารถในการมองเห็นแบบเรียลไทม์ทั่วทั้งเมือง กรุงเทพฯ จะสามารถก้าวข้ามการบริหารจัดการการจราจรติดขัดแบบตั้งรับ ไปสู่รูปแบบระบบคมนาคมขนส่งที่มีการประสานงานร่วมกันมากขึ้นได้
อนาคตของระบบคมนาคมขนส่งของเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับถนนที่สร้างขึ้นหรือโครงข่ายเส้นทางรถไฟที่ขยายออกไปเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงด้วยว่า การคมนาคมนั้นมีการผสานรวมและบริหารจัดการระบบที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่
โดย เฟลิกซ์ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Nuvola Media
Bangkok commuters lose 115 hours a year to traffic as digital twins offer a more proactive approach
According to the 2025 TomTom Traffic Index, around one million commuters in Bangkok lose approximately 115 hours a year to traffic congestion. The impact extends beyond inconvenient journeys to lower workforce productivity, delayed deliveries, higher fuel consumption and rising business costs.
Bangkok has continued to invest in infrastructure and urban technology, but available space is limited while major construction projects require substantial funding and lengthy development periods. The smart city challenge therefore includes making existing systems work together more effectively.
The city generates large volumes of transport data through traffic signals, rail networks, buses, cameras, sensors and mobility applications. Much of this information remains isolated within individual agencies, preventing operators from seeing how a disruption in one part of the network affects the wider transport system.
A rail service interruption during peak hours, for example, can quickly increase road congestion and bus demand as passengers seek alternatives. When each agency sees only its own system, coordinated action may arrive after the disruption has spread across the network.
Digital twin technology can create a real-time virtual model of the city by combining information from multiple transport systems into a unified operational view. Operators can then understand how roads, rail services, buses and public infrastructure interact.
The model can also simulate scenarios, test possible responses and predict the effects of disruptions before they occur. Authorities could assess how an incident on a major route may affect surrounding roads or determine where additional transport capacity should be deployed.
Dynamic network balancing could use integrated data to allocate capacity and recommend alternative routes before congestion becomes severe. This approach can reduce bottlenecks, improve service reliability and make better use of existing infrastructure without immediately requiring another major construction project.
Bangkok’s challenge mirrors digital transformation in business. Large volumes of data produce limited value when systems remain disconnected and decision-makers lack an integrated view. Successful smart city programmes require agencies to share information, coordinate their responses and operate with a common understanding of city conditions.
New infrastructure will remain important, but Bangkok’s long-term transport strategy also depends on how effectively existing systems are integrated and managed. Real-time visibility and cross-agency coordination could help move traffic management from reacting after disruptions occur to anticipating and addressing them earlier.
By Felix Tan, Chief Executive Officer of Nuvola Media
