ในปี 2026 โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “เครือข่ายอัจฉริยะ” ที่การเชื่อมต่อความเร็วสูงและความเสถียรกลายเป็นมาตรฐานใหม่ โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมไม่ใช่เพียงการให้บริการอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารพื้นฐานอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับเป็น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ที่รองรับเมืองอัจฉริยะ บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม อุตสาหกรรมโทรคมนาคมจึงต้องยกระดับขีดความสามารถของโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความจุ ความหน่วง และความเสถียร เพื่อรองรับปริมาณดาต้าที่เพิ่มขึ้น และรูปแบบการใช้งานที่ซับซ้อนขึ้นในทุกมิติ

ในบริบทนี้ AIS ผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำของไทยได้ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครือข่ายอัจฉริยะ โดย นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS ได้เผยมุมมองถึงแนวโน้มสำคัญของโครงข่ายโทรคมนาคมในปี 2026 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลและเมืองอัจฉริยะของไทยต่อไป

“เราเชื่อว่าเครือข่ายอัจฉริยะจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เครือข่ายไม่ใช่แค่เชื่อมต่อผู้คนและอุปกรณ์ แต่ต้องสร้างโอกาสใหม่ พร้อมทั้งเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนของประเทศ”

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของเครือข่ายยุคใหม่

การเติบโตของ 5G และการขยายโครงข่ายอย่างก้าวกระโดด

5G Growth: ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา การใช้งาน 5G เติบโตอย่างก้าวกระโดด จำนวนอุปกรณ์ที่รองรับ 5G เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 42% ของอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2026 สัดส่วนอุปกรณ์ 5G จะทะลุ 50% ของอุปกรณ์ทั้งหมด นั่นหมายความว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้งานมือถือและอุปกรณ์เชื่อมต่อจะใช้งานเครือข่าย 5G เป็นหลัก การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ผู้ให้บริการทั่วโลก—including ในประเทศไทย—เร่งขยายความครอบคลุม (coverage) และเพิ่มขีดความสามารถ (capacity) ของเครือข่าย 5G อย่างต่อเนื่อง ผู้ให้บริการจำนวนมากได้ทยอยรีฟาร์มคลื่นความถี่ (refarm) ที่เคยใช้กับ 3G/4G เดิม นำมาปรับใช้กับ 5G เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพื้นที่บริการ นอกจากนี้ยังเริ่มเปิดตัวบริการ 5G+ หรือ 5G Advanced ในหลายพื้นที่เพื่อเพิ่มความเร็วและประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยี 4G จะยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่ 5G ยังครอบคลุมไม่เต็มที่ แต่บทบาทของ 4G ก็ค่อยๆ ลดความสำคัญลงเมื่อผู้ใช้ทยอยโยกย้ายไปสู่เครือข่าย 5G ปริมาณการใช้งานบน 4G มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว เมื่อ 5G กลายเป็นโครงข่ายหลักในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้น

AIS มีข้อได้เปรียบจากการถือครองคลื่นความถี่หลากหลายย่าน ทั้งย่านต่ำ กลาง และสูง ในลักษณะที่มีช่วงคลื่นต่อเนื่องและขนาดกว้าง หรือที่เรียกว่า super block ทำให้มีทางเลือกมากกว่าในการจัดสรรทรัพยากร 4G/5G ให้เหมาะกับบริบทการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น 700 MHz เพื่อความครอบคลุม, 1800/2100 MHz เพื่อสมดุลของพื้นที่และความจุ, หรือ 2600 MHz เพื่อเพิ่ม capacity ในจุดที่มีการใช้งานหนาแน่น ผลลัพธ์คือเครือข่ายมีความยืดหยุ่นกว่าในการวางให้เหมาะกับ coverage–capacity trade-off ของแต่ละพื้นที่ และรองรับการเติบโตของผู้ใช้งาน 5G ในปี 2026 ได้ดีขึ้นทั้งด้านความเร็วและความเสถียร ขณะเดียวกัน จุดเด่นเชิงโครงสร้างของ AIS คือความพร้อมของ 5G SA ที่ทำให้ 5G ถูกขับเคลื่อนด้วย core network แบบ Standalone เป็นหลัก

เครือข่ายอัตโนมัติ: ยกระดับโครงข่ายให้จัดการตัวเองได้

Autonomous Network: กระแสการนำ ระบบอัตโนมัติในเครือข่าย (Autonomous Network) มาใช้บริหารจัดการโครงข่ายเกิดขึ้นจริงจังในปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการกว่า 20% ทั่วโลก ได้เริ่มดำเนินการปรับโครงข่ายสู่ระบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ โดยในกลุ่มผู้บุกเบิกเหล่านี้กว่า 35% ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเครือข่ายของตนให้บรรลุระดับ Autonomous Level 4 ตามมาตรฐาน TM Forum ภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า ระดับดังกล่าวหมายถึงเครือข่ายที่มีความอัตโนมัติสูง สามารถตัดสินใจและปรับแต่งการทำงานหลายอย่างได้เองแบบ “zero-touch, zero-wait, zero-trouble” ลดการพึ่งพาการควบคุมโดยมนุษย์ให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการโทรคมนาคมในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการ

กระบวนการอัตโนมัติที่ถูกนำมาใช้งานจริงมากที่สุดในปัจจุบันคือ การจัดการข้อขัดข้องของเครือข่าย (Network Fault Management) โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 73% ของกรณีการใช้งานระบบเครือข่ายอัตโนมัติทั้งหมด สะท้อนถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเครือข่ายแบบอัตโนมัติและทันท่วงที เพราะในการให้บริการยุคดิจิทัล ความต่อเนื่องของบริการและเวลาที่เครือข่ายล่มต้องถูกลดลงให้เหลือน้อยที่สุด ผู้ให้บริการจึงลงทุนพัฒนา AI และระบบวิเคราะห์ที่จะตรวจจับเหตุขัดข้องในโครงข่าย แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขเองทันทีในหลายกรณี โดยไม่ต้องรอการปฏิบัติการจากเจ้าหน้าที่ เช่น ระบบสามารถรีเซ็ตอุปกรณ์ที่ค้างหรือสลับเส้นทางการส่งข้อมูลเมื่อพบโหนด (node) มีปัญหา เป็นต้น

แนวโน้มในปี 2026 คือเราจะได้เห็นการลงทุนใน Autonomous Network เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ให้บริการจะขยายขอบเขตระบบอัตโนมัติไปยังส่วนอื่นๆ ของเครือข่าย นอกเหนือจากการจัดการข้อขัดข้อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารประสิทธิภาพ (Performance Optimization), การจัดสรรทรัพยากรเครือข่ายอัตโนมัติ หรือแม้แต่งานบริการลูกค้าในบางด้าน เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเครือข่ายที่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้อย่างเต็มรูปแบบ (fully self-managing network) ซึ่งจะ ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ ในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ และเพิ่มความเร็วในการตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับ AIS นั้น ได้วางยุทธศาสตร์สอดคล้องกับเทรนด์นี้ ด้วยการนำ AI และระบบอัตโนมัติ เข้ามาเสริมทัพการบริหารจัดการเครือข่ายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบอัจฉริยะมาช่วยตรวจจับปัญหาเครือข่ายก่อนที่จะส่งผลกระทบกับผู้ใช้ (predictive fault detection) หรือการใช้ระบบ Automation ในการแก้ไขข้อขัดข้องเบื้องต้นแบบ ปิดวงจรอัตโนมัติ (closed-loop) ช่วยลดเวลา downtime ลงอย่างมาก

ปัจจุบัน AIS ก้าวล้ำด้วยการพัฒนาเครือข่ายบางโดเมนสู่ Autonomous Level 4 สำเร็จแล้ว และ AIS ไม่หยุดพัฒนาโดยเป้าหมายของ AIS คือยกระดับทุกโดเมนของเครือข่ายให้ก้าวถึง Autonomous Level 4 อย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของเครือข่ายอัจฉริยะในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในหลายมิติ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสั่งการจากมนุษย์ นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเครือข่ายอัจฉริยะของ AIS ที่พร้อมจะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย

“AIS มุ่งมั่นพัฒนาโครงข่ายให้ฉลาดขึ้นทุกวัน เรากำลังผสาน AI เข้ากับระบบเครือข่ายเพื่อให้โครงข่ายสามารถจัดการตัวเอง แก้ไขปัญหาได้ทันที ลดข้อขัดข้องและตอบสนองผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ นี่คือก้าวสำคัญที่จะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างมาตรฐานใหม่ของบริการเครือข่ายในไทย”

นายกิตติ งามเจตนรมย์ กล่าวถึงการนำระบบอัตโนมัติมาใช้บริหารเครือข่าย

ความยั่งยืน & การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

Sustainability & Energy Optimization: นอกเหนือจากความก้าวหน้าด้านความเร็วและอัจฉริยะของเครือข่าย ความยั่งยืน กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกให้ความสนใจ การพัฒนาโครงข่ายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างหนึ่ง ภาคโทรคมนาคมถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้มีการใช้พลังงานในปริมาณสูงตามไปด้วย การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงข่ายจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำ AI มาช่วยปรับแต่งการใช้พลังงานของเครือข่าย ให้มีความเหมาะสมสูงสุด (AI-Driven Energy Optimization) ระบบเครือข่ายยุคใหม่จะมีการเก็บข้อมูลสภาพการใช้งานจริงแบบเรียลไทม์ เช่น ปริมาณทราฟฟิก ช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่น-เบาบาง และสภาพแวดล้อม จากนั้นใช้ AI วิเคราะห์และสั่งปรับลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์เครือข่าย (เช่น เสาสัญญาณ, อุปกรณ์ส่งสัญญาณ) ในช่วงที่ไม่จำเป็นลงโดยอัตโนมัติ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการให้บริการ วิธีนี้ช่วยลดการสูญเสียพลังงานเกินจำเป็นและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ผู้ให้บริการ โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ถือเป็นการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพเครือข่ายและการอนุรักษ์พลังงานไปพร้อมกัน

ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการหลายรายทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญ  “Green Network” อย่างจริงจังเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตน อาทิ การติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ที่สถานีฐาน เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล, การสร้าง Solar Farm เพื่อผลิตไฟฟ้าสะอาดป้อนให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใช้พลังงานมหาศาล, รวมถึงการวิจัยพัฒนาการใช้ พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อย่างพลังงานลมหรือแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อเสริมความยั่งยืนให้กับระบบสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (ลดคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษ) แต่ยังช่วยลดต้นทุนในระยะยาว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอุตสาหกรรมว่าเป็น “โครงข่ายสีเขียว” ที่เติบโตเคียงคู่กับการรักษ์โลก

AIS นับเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่โดดเด่นด้านการขับเคลื่อนเครือข่ายสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา AIS ได้ริเริ่มโครงการด้านพลังงานสะอาดหลายโครงการ เช่น การติดตั้ง โซลาร์เซลล์บนสถานีฐานโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ ปัจจุบัน AIS ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้วกว่า 15,458 สถานีฐาน ครอบคลุมสถานีฐานทั่วไทยเพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการขับเคลื่อนเครือข่าย นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ Solar Farm มาใช้ผลิตพลังงานป้อนให้ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าปริมาณสูง มาตรการเหล่านี้ทำให้ AIS สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการดำเนินงานโครงข่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามรายงานล่าสุดโครงการพลังงานสะอาดของ AIS ช่วยลดการปล่อย CO₂ ลงได้หลายพันตันต่อปี ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น AIS ยังนำ ระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะ มาช่วยควบคุมการใช้ไฟฟ้าในโครงข่ายแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ใช้ AI ในการตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่และเครื่องสำรองไฟของสถานีฐานทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นทำงานที่ประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่กินไฟเกินความจำเป็น พร้อมทั้งปรับลดการทำงานของอุปกรณ์ในช่วงที่ทราฟฟิกต่ำโดยไม่กระทบบริการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความทุ่มเทของ AIS ในการสร้างสมดุลระหว่าง เครือข่ายที่รวดเร็วครอบคลุม กับ การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง

“เป้าหมายของเราคือการสร้างเครือข่ายที่ไม่เพียงเร็วและครอบคลุมที่สุด แต่ต้องเป็นเครือข่ายที่ เขียว และยั่งยืนที่สุดด้วย เราพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลโลกของเราได้ การพัฒนาโครงข่ายของ AIS ทุกวันนี้จึงคิดถึงทั้งประสบการณ์ของผู้ใช้และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน”

นายกิตติ งามเจตนรมย์ กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงข่ายสีเขียวของ AIS

ทราฟฟิกอัปโหลดพุ่งสูง: กุญแจสู่ประสบการณ์คอนเทนต์ยุคใหม่

Upload Traffic Surge: พฤติกรรมผู้บริโภคด้านการใช้งานดาต้าในปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างนึงที่น่าสนใจคือ ปริมาณการอัปโหลดข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบปีต่อปี สาเหตุหลักมาจาก เทรนด์การสร้างคอนเทนต์ โดยผู้ใช้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสด (Live Streaming) การอัปโหลดวิดีโอความละเอียดสูงขึ้นสู่โซเชียลมีเดีย และการที่ทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตสื่อ (Content Creator) ได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ทโฟนของตนเอง แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียต่างส่งเสริมให้ผู้ใช้สร้างและแชร์คอนเทนต์ของตัวเองมากขึ้น ทำให้ ทราฟฟิกฝั่ง uplink หรือข้อมูลขาอัป (จากผู้ใช้ขึ้นสู่โครงข่าย) เติบโตในอัตราที่สูงกว่าปกติ ซึ่งต่างจากในอดีตที่การใช้งานเครือข่ายมักจะหนักไปทาง ดาวน์โหลด (download) เสียเป็นส่วนใหญ่

การเติบโตของทราฟฟิก uplink ถึงระดับนี้สร้างความท้าทายให้โครงข่ายมือถืออย่างมาก เนื่องจากการรับส่งข้อมูลขาขึ้น (อัปโหลด) มีข้อจำกัดทางเทคนิคมากกว่าการดาวน์โหลด และอาจเป็นคอขวดของบริการได้ ผู้ให้บริการจึงต้องปรับปรุงเทคโนโลยีเครือข่ายเพื่อรองรับ ความต้องการ uplink ที่สูงขึ้น หนึ่งในเทคนิคสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ UL 2CC (Uplink 2-Component Carrier Aggregation) หรือการรวมความถี่ uplink สองย่านเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์ในการส่งข้อมูลขาขึ้น คล้ายกับที่เคยใช้ในการรวมความถี่ฝั่งดาวน์โหลดใน 4G การทำ Carrier Aggregation ฝั่ง uplink นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดวิดีโอหรือสตรีมสดได้อย่างลื่นไหลขึ้น ลดการหน่วง (latency) และเพิ่มปริมาณข้อมูลที่ส่งขึ้นพร้อมกันได้สองเท่าตัว ตอบโจทย์โดยตรงกับยุคที่ทุกคนเป็น Streamer ได้ทุกที่ทุกเวลา

AIS มีข้อได้เปรียบกว่ารายอื่นอย่างชัดเจนในการรองรับปรากฏการณ์ Upload Surge นี้ เนื่องจาก AIS มีคลื่นความถี่ในมือปริมาณมากและหลากหลายย่าน โดยเฉพาะการถือครองคลื่นความถี่แบบ Super Block ในแทบทุกย่านความถี่หลักสำหรับ 4G/5G ทำให้ AIS สามารถเปิดใช้ฟีเจอร์ UL 2CC และเทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพ uplink อื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น AIS มีคลื่น ย่าน 1800 MHz (B3) และ 2100 MHz (B1) ที่กว้างต่อเนื่อง สามารถนำมารวมกันให้บริการ Carrier Aggregation ฝั่ง uplink ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีคลื่น 2600 MHz (n41) ซึ่งเป็นย่านความถี่กลางที่มี แบนด์วิดท์กว้างถึง 100 MHz และ 700 MHz (n28) ย่านความถี่ต่ำที่ช่วยในการครอบคลุมพื้นที่ ถ้ารวมกันแล้ว AIS มีทรัพยากรคลื่น uplink ที่กว้างและหลากหลายที่สุดรายหนึ่งในโลก การมี Super Block ในมือทำให้ค่า Upload Speed เฉลี่ยบนเครือข่าย AIS สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และสามารถรองรับการส่งข้อมูลปริมาณมากๆ พร้อมกันได้ดีกว่า

นอกจากความได้เปรียบเรื่องคลื่นความถี่ที่เหมาะสมแล้ว AIS ยังลงทุนใน เทคโนโลยีเครือข่ายล่าสุด เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพ uplink เช่น การติดตั้งระบบ 4T4R / Massive MIMO ที่สถานีฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังส่งและการรับสัญญาณฝั่ง uplink, การปรับปรุงอัลกอริทึม scheduling ในเครือข่าย 5G ให้จัดสรรทรัพยากร uplink ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนการปรับแต่งพารามิเตอร์เครือข่ายให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจริงในประเทศไทย (เช่น ลักษณะการกระจายตัวของผู้ใช้ ระยะห่างสถานีฐาน ฯลฯ) ผลลัพธ์คือ คุณภาพเครือข่ายของ AIS โดยเฉพาะในด้านความเร็วการอัปโหลดและความเสถียรของการสตรีม ได้รับการยอมรับว่า โดดเด่นในระดับเวิลด์คลาส ผู้ใช้ AIS ไม่เพียงได้รับสัญญาณครอบคลุมทั่วถึง แต่ยังสามารถมั่นใจได้ว่าการใช้งานส่งข้อมูลขึ้นเครือข่าย (เช่น การไลฟ์สด โพสต์วิดีโอ 4K หรือสำรองข้อมูลขึ้นคลาวด์) จะรวดเร็วและราบรื่น ตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัลยุคใหม่ที่ทุกคนเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้อย่างลงตัว

แชตบอต AI ขยายบทบาท: เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในทุกที่

AI Chatbot: คลื่นของปัญญาประดิษฐ์ด้านภาษาและการสนทนาได้ก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา การมาถึงของ แชตบอตอัจฉริยะ อย่าง ChatGPT และระบบ AI เพื่อการสื่อสารอื่นๆ ทำให้รูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลพบว่าปี 2025 ที่ผ่านมา ปริมาณการใช้งาน AI Chatbot เพิ่มสูงขึ้นถึง 794% โดยเฉพาะการใช้งาน ChatGPT ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ผู้ใช้งานจำนวนมากเริ่มนำแชตบอต AI มาเป็นผู้ช่วยในการค้นหาข้อมูล การเรียนรู้ และการทำงานในชีวิตประจำวัน

ที่น่าสนใจคือ พื้นที่ที่มีการใช้งาน AI Chatbot หนาแน่นที่สุด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเขตเมืองใหญ่ทั่วไป แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในบริเวณ สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน และสถาบันกวดวิชา มากที่สุด นักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากใช้ ChatGPT และ AI ผู้ช่วยอื่นๆ ในการค้นคว้าข้อมูล ทำการบ้าน หรือแม้แต่ฝึกทักษะภาษา นอกจากนี้ สถานที่ทำงาน อย่างสำนักงานและนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งก็เริ่มมีการใช้ AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ใช้สรุปรายงาน ร่างอีเมล หรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นภาพว่า AI กำลังค่อยๆ ซึมลึกเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและการทำงานของผู้คนจริงๆ

คาดการณ์ว่าในปี 2026 การใช้งาน AI chatbot และเครื่องมือ Generative AI จะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น จากเดิมที่อาจจำกัดในแวดวงนักเรียนนักศึกษาและคนไอที จะกระจายไปสู่ เกือบทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรธุรกิจที่นำ AI มาช่วยงานด้านบริการลูกค้า (ผ่าน Chatbot อัตโนมัติที่ฉลาดขึ้น), ในภาคการผลิตที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์กระบวนการ, หรือแม้แต่ระดับบุคคลทั่วไปที่ใช้ AI ผู้ช่วยในการวางแผนชีวิตประจำวัน ความก้าวหน้าของ AI รุ่นใหม่ๆ โดยแพลตฟอร์มอย่าง Google Gemini ที่เปิดให้ใช้งานแล้วและมีการอัปเกรดต่อเนื่อง รวมถึงโมเดลภาษาไทยเฉพาะทาง จะยิ่งเป็นแรงส่งให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อเครือข่ายในแทบทุกที่ เราอาจได้เห็น AI ทำงานเบื้องหลังหลายบริการบนโครงข่ายโทรคมนาคมโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว เช่น ระบบตอบแชตอัตโนมัติที่ฉลาดขึ้นในทุกแอปพลิเคชัน

การเพิ่มขึ้นอย่างมากของปริมาณการใช้ AI บนเครือข่ายนี้เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ให้บริการ AIS ได้เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ AI ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น traffic จากการโต้ตอบกับเซิร์ฟเวอร์ AI บนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น หรือ latency ที่ต้องต่ำเพื่อให้การสนทนากับ AI เป็นไปอย่างลื่นไหล

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ & ความเชื่อมั่นในเครือข่าย

Cybersecurity & Network Trust: เมื่อเครือข่ายโทรคมนาคมมีความซับซ้อนมากขึ้นและเชื่อมต่ออุปกรณ์หลากหลายประเภทตลอดจนมี AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในปี 2026 แนวโน้มที่ชัดเจนคือผู้ให้บริการและองค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการปกป้องเครือข่ายและข้อมูลมากยิ่งขึ้น วิวัฒนาการของภัยคุกคามไซเบอร์ในยุคปัจจุบันมีทั้ง การโจมตีระบบเครือข่ายโดยตรง (เช่น DDoS, การพยายามเจาะระบบแกนหลักของผู้ให้บริการ) และ การโจมตีผ่านอุปกรณ์ของผู้ใช้ (เช่น มัลแวร์ใน IoT, การดักฟังผ่านจุดอ่อนของโปรโตคอลเก่า) นอกจากนี้การที่ AI เข้ามามีบทบาท ก็อาจถูกใช้ในทางที่ไม่ดีโดยผู้ไม่หวังดีในการสแกนหาช่องโหว่หรือสร้างการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น

เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ทวีความซับซ้อน สถาปัตยกรรม Zero Trust จึงกลายเป็นแนวคิดที่ถูกหยิบยกมาใช้กันอย่างแพร่หลาย Zero Trust สรุปสั้นๆ คือหลักการที่ว่า “อย่าไว้วางใจใครหรืออุปกรณ์ใดในเครือข่ายโดยปริยาย” แม้แต่อุปกรณ์หรือผู้ใช้ที่อยู่ในเครือข่ายภายในก็ต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนทุกครั้งที่พยายามเข้าถึงทรัพยากร ระบบเครือข่ายที่ออกแบบตามหลัก Zero Trust จะมีการแบ่งส่วนเครือข่าย (network segmentation) ที่ละเอียดขึ้น และมี การพิสูจน์ตัวตนหลายชั้น (Multi-factor authentication) รวมถึงการตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมของอุปกรณ์/ผู้ใช้อย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่มีการร้องขอเชื่อมต่อ การนำแนวคิดนี้มาใช้จะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้โจมตีจะแฝงตัวเข้ามาเคลื่อนไหวในระบบโดยไม่ถูกตรวจจับ และลดขอบเขตความเสียหายหากเกิดการละเมิดความปลอดภัยขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการจะยังคง เพิ่มการลงทุนในระบบป้องกันภัยไซเบอร์ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นระบบ Firewall และ IDS/IPS รุ่นใหม่ที่ใช้ AI ช่วยเรียนรู้พฤติกรรมปกติของทราฟฟิกและแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ, ระบบ Security Operations Center (SOC) ที่ทันสมัยพร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง, รวมไปถึงการทำ Cybersecurity Assessment & Audit เป็นระยะเพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระบบ การรักษาความปลอดภัยจะต้องครอบคลุมทั้งส่วนโครงสร้างพื้นฐานแกนหลัก (core network), โครงข่ายวิทยุ (RAN), ไปจนถึงช่องทางบริการและแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้เข้าถึง

สำหรับ AIS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่มีผู้ใช้หลายสิบล้านเลขหมายทั่วประเทศ เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ถือเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ ที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด ซึ่ง AIS ได้ดำเนินมาตรการในเชิงรุกหลายประการเพื่อเสริมสร้าง Network Trust และคุ้มครองข้อมูลของลูกค้า ตัวอย่างเช่น การนำ โซลูชัน Zero Trust Architecture มาประยุกต์ใช้ภายในองค์กร AIS เอง เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายใน (Insider Threat) และจากอุปกรณ์ IoT มากมายที่เชื่อมต่ออยู่

นอกจากระบบตรวจจับภัยคุกคามที่ทันสมัยแล้ว ในแง่ของ Privacy & Data Protection มีการปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด มีกระบวนการเข้ารหัสข้อมูล (encryption) ในทุกขั้นตอนที่สำคัญ และไม่หยุดนิ่งที่จะอัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในยุคที่บริการดิจิทัลผูกพันกับชีวิตประจำวันของผู้คน ความไว้วางใจในเครือข่ายคือสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ AIS จึงลงทุนเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า การสื่อสารทุกประเภทผ่านเครือข่าย AIS จะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่จากภัยไซเบอร์รูปแบบต่างๆ

ยุคอวสาน 2G/3G: ปิดฉากเทคโนโลยีเก่าเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

Sunset 2G/3G: เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคเก่าอย่าง 2G และ 3G กำลังเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย โดยในหลายประเทศ การใช้งานเครือข่าย 2G/3G ลดลงจนอยู่ในระดับน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับ 4G/5G ทำให้ผู้ให้บริการต่างวางแผน ยุติการให้บริการ 2G และ 3G (Network Sunset) เร็วกว่าที่เคยกำหนดไว้ ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่ไทยประเทศเดียว แต่เป็นเทรนด์ระดับโลกที่เกิดขึ้นทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย

ข้อมูลล่าสุดจาก GSA (Global mobile Suppliers Association) ระบุว่า ภายในกลางปี 2025 มีผู้ให้บริการรวมกันถึง 278 เครือข่าย ใน 83 ประเทศ ที่ได้ดำเนินการปิดหรือประกาศแผนจะปิดเครือข่าย 2G/3G ไปแล้ว และปี 2025-2026 ถือเป็นช่วงที่มีการทยอยยุติเครือข่ายเหล่านี้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุโรปที่เป็นผู้นำเทรนด์ (คิดเป็น 46% ของกรณีที่เกิดขึ้นทั่วโลก) แม้แต่ในภูมิภาคเอเชียของเรา หลายประเทศก็มีแผนปิด 3G เร็วขึ้น เช่น ญี่ปุ่นที่ปิด 3G ไปหมดแล้ว หรือสิงคโปร์และออสเตรเลียที่ทยอยปิด 2G ตั้งแต่ปี 2017-2018 แนวโน้มดังกล่าวเกิดจากความจำเป็นในการ นำคลื่นความถี่เดิมกลับมาใช้งานใหม่กับ 4G/5G ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโครงข่ายเก่าที่มีผู้ใช้งานน้อยลงทุกที

ในประเทศไทยเอง ผู้ให้บริการก็เคยมีแผนจะยุติ 2G ตั้งแต่ช่วงปี 2562-2563 ที่ผ่านมา (แม้บางเครือข่ายจะขยายเวลาออกไปเพื่อรอให้ผู้ใช้เครื่องเก่าเปลี่ยนอุปกรณ์) และได้ทยอยลดการให้บริการ 3G ลงบนคลื่น 2100 MHz เพื่อเอาคลื่นไปเพิ่มประสิทธิภาพ 4G/5G เช่นกัน คาดว่าในไม่ช้า เราจะได้เห็นการประกาศปิดฉาก 2G และ 3G ในไทยอย่างสมบูรณ์ ตามหลังเพื่อนบ้านและเทรนด์โลกที่เกิดขึ้น

การ Sunset เครือข่าย 2G/3G ให้ ประโยชน์หลายประการ อันดับแรกคือ การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย ผู้ให้บริการสามารถนำคลื่นความถี่เดิมที่เคยถูก 2G/3G ใช้งานอยู่ (เช่น 900 MHz, 2100 MHz) มาจัดสรรใหม่ให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าอย่าง 4G LTE และ 5G NR ซึ่งรองรับความเร็วและจำนวนผู้ใช้ได้มากกว่า เป็นการใช้ทรัพยากรความถี่อย่างคุ้มค่าที่สุด ประการต่อมาคือ ลดความซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครือข่าย โครงข่ายมือถือแต่ละเจนเนอเรชันต้องการอุปกรณ์โครงข่ายและการดูแลรักษาที่ต่างกัน การคง 2G/3G ไว้ทำให้ผู้ให้บริการต้องดูแลระบบหลายชุด ซึ่งทั้งสิ้นเปลืองและมีค่าใช้จ่ายสูง การปิดระบบเก่าจะช่วยให้การดำเนินงานคล่องตัวขึ้น และเน้นทรัพยากรไปที่การพัฒนา 4G/5G ได้เต็มที่

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยของผู้ใช้ การคงอยู่ของ 2G โดยเฉพาะ ทำให้อาชญากรไซเบอร์บางกลุ่มใช้ช่องโหว่ของระบบเก่าในการหลอกลวงหรือโจมตี เช่น กรณี “False Base Station” หรือ สถานีฐานปลอม ที่เคยพบข่าวอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้อาศัยจุดอ่อนของ 2G ที่ไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลในระดับที่แข็งแกร่งเพียงพอ ผู้ไม่หวังดีสามารถตั้งเสาสัญญาณปลอมเลียนแบบเครือข่าย 2G เพื่อหลอกให้มือถือของเหยื่อเชื่อมต่อ แล้วส่งข้อความ SMS หลอกลวง (เช่น แจ้งให้โอนเงินหรือส่งลิงก์ปลอม) ไปยังผู้ใช้จำนวนมาก หรือแย่กว่านั้นคือใช้ดักฟังการสื่อสาร เมื่อปิดให้บริการ 2G ไป ภัยรูปแบบนี้ก็จะหมดไปเพราะโทรศัพท์จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับสถานีฐานที่ปล่อยสัญญาณปลอมได้อีก

AIS ประเมินว่า 2G/3G กำลังเข้าสู่ช่วงปลายอายุการใช้งาน จึงค่อย ๆ ผลักดันให้ฐานผู้ใช้ที่ยังพึ่งพาอุปกรณ์รุ่นเก่าเปลี่ยนไปสู่เครื่องที่รองรับ 4G/5G ผ่านแคมเปญสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องและโปรโมชันแลกซื้อที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมเดินหน้าสื่อสารเรื่องไทม์ไลน์การยุติ 2G ร่วมกับ กสทช. เพื่อให้ผู้ใช้งานเตรียมตัวได้ทัน เมื่อถึงจังหวะที่ความพร้อมลงตัว การปิด 2G/3G จะทำได้เป็นระบบ ลดความเสี่ยงผลกระทบปลายทาง และทำให้สามารถนำคลื่นเดิมกลับมาเพิ่มขีดความสามารถของ 4G/5G ได้อย่างคุ้มค่าในเชิงโครงข่ายมากขึ้น

mmWave – ทางออกสำหรับอีเวนต์และฮอตสปอตความหนาแน่นสูง

mmWave for Events & Hotspots: แม้เทคโนโลยี 5G บนย่านความถี่ทั่วไป (Sub-6 GHz) อย่าง n41 จะรองรับปริมาณการใช้งานได้มากกว่ายุคก่อนๆ มาก แต่ก็ยังมีสถานการณ์ที่ปริมาณการใช้งานหนาแน่นจนเกิดข้อจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันในเวลาเดียวกัน เช่น งานคอนเสิร์ต, เทศกาล, งานแข่งขันกีฬา, หรืองานอีเวนต์ขนาดใหญ่ ทั้งหลาย จากสถิติปี 2025 ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการใช้ 5G ในนพื้นที่อีเวนต์เพิ่มขึ้นสูงถึง 245% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุเพราะผู้คนในงานต่างใช้มือถือถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ทำ Live! และแชร์โมเมนต์กันแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้เครือข่ายต้องรองรับ ทราฟฟิกข้อมูลจำนวนมหาศาลในพื้นที่ๆจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่ โครงข่ายที่ให้บริการอยู่นั้นไม่เพียงพอกับความต้องการ peak ระยะสั้นเหล่านั้น

คลื่น mmWave (มิลลิเมตรเวฟ) ได้ถูกจับตามองว่าเป็น ทางออกสำคัญ ในสถานการณ์ลักษณะนี้ เพราะ mmWave (เช่นคลื่นย่าน 26 GHz, 28 GHz เป็นต้น) มีแบนด์วิดท์กว้างมาก สามารถรองรับความเร็วระดับกิ๊กกะบิตต่อวินาทีได้ง่ายดาย และรองรับอุปกรณ์จำนวนมหาศาลพร้อมๆ กันได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ mmWave จึงเหมาะที่จะนำมาใช้เสริมในพื้นที่ Hotspot ที่ต้องการความจุเครือข่ายสูงเป็นพิเศษ เช่น จุดจัดงานเทศกาลดนตรี, สนามกีฬาที่มีผู้เข้าชมหลักหมื่น, หรือย่านชุมชนที่มีการใช้งานข้อมูลเข้มข้นเฉพาะช่วง เช่น งานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ ฯลฯ ในกรณีเหล่านี้ การติดตั้ง สถานีฐาน 5G บนคลื่น mmWave แบบชั่วคราวหรือถาวร จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายให้รองรับ Uplink/Downlink ปริมาณมหาศาล ได้อย่างสบาย ยกตัวอย่างเช่น ผู้สื่อข่าวหรือผู้เข้าชมในสนามกีฬาที่ต้องการถ่ายทอดสดวิดีโอความละเอียดสูงแบบเรียลไทม์จากหลายๆ กล้องพร้อมกัน mmWave จะทำให้การส่งวิดีโอเหล่านี้ลื่นไหล ไม่กระตุก และคุณภาพคมชัดสูงสุด แม้ในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้มือถือรอบข้างนับหมื่นคนใช้งานดาต้าพร้อมกันอยู่

สำหรับปี 2026 เป็นต้นไป มีแนวโน้มชัดเจนว่า mmWave จะถูกหยิบมาใช้งานใน รูปแบบเฉพาะจุด เพื่อแก้โจทย์ความต้องการใช้งานดาต้าความหนาแน่นสูงที่ไม่มีเทคโนโลยีอื่นทดแทนได้ ปัจจุบันผู้ผลิตโทรศัพท์ก็เริ่มออกเครื่องที่รองรับ mmWave เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ mmWave ขนาดเล็ก (Small Cells) ก็เริ่มมีราคาถูกลง สามารถติดตั้งชั่วคราวตามงานได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบัน การใช้งาน mmWave ของ AIS อยู่ในช่วงทดลองบริการในย่านสยามสแควร์ การทดลองนี้มีคุณค่าในเชิงการเก็บข้อมูลและประเมินเงื่อนไขต่าง ๆ  ทั้งเรื่องระยะครอบคลุม การรับมือสิ่งกีดขวาง การติดตั้ง small cell และความพร้อมของอุปกรณ์ปลายทางที่รองรับ mmWave

ในปี 2026 แนวโน้มของ mmWave จึงควรถูกมองเป็น “ทางเลือกเฉพาะจุด” ที่อยู่ในเฟสทดลองและพัฒนา เพื่อปูทางสู่การใช้งานที่เหมาะสมในอนาคต มากกว่าจะเป็นบริการที่ผู้บริโภคใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน

บทสรุป: สู่อนาคตเครือข่ายอัจฉริยะที่ยั่งยืน

ภาพรวมของ Telecom Network Trends 2026 สะท้อนว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เครือข่ายยุคใหม่ไม่ใช่เพียงโครงข่ายความเร็วสูง แต่ต้องเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะ” ที่ปรับตัว รับรู้ เรียนรู้ และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างชาญฉลาด พร้อมยกระดับทั้ง ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ ไปพร้อม ๆ กัน

แนวโน้มสำคัญทั้ง 8 ประการ—ตั้งแต่ การเติบโตของ 5G, การใช้ระบบอัตโนมัติบริหารเครือข่าย, การพัฒนาโครงข่ายสีเขียว, การรับมือทราฟฟิกอัปโหลดที่พุ่งสูง, บทบาทของ AI แชตบอต, การลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์, การทยอยยุติ 2G/3G เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ 4G/5G ไปจนถึง mmWave ในการใช้งานแบบเฉพาะจุด—ล้วนเป็นชิ้นส่วนที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่ของอนาคตเครือข่ายโทรคมนาคม

ในฝั่งผู้ให้บริการไทย แนวทางของ AIS ที่เห็นได้ในช่วงนี้คือการยกระดับโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายขีดความสามารถของ 5G การนำ AI และ Automation มาช่วยเพิ่มความฉลาดในการบริหารจัดการ การขับเคลื่อนแนวทาง Green Network และการเสริมมิติความปลอดภัยไซเบอร์ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านจาก 2G/3G ไปสู่ 4G/5G คืออีกก้าวสำคัญในการใช้ทรัพยากรคลื่นให้คุ้มค่าและยกระดับคุณภาพบริการ ส่วน mmWave ในปี 2026 ควรถูกมองเป็น “ทางเลือกเฉพาะจุด” ที่ยังอยู่ในเฟสทดลองและพัฒนา เพื่อเก็บข้อมูลและประเมินความเหมาะสมเชิงใช้งานจริง พร้อมปูทางสู่การนำไปใช้งานในบริบทที่เหมาะสมในอนาคต มากกว่าจะเป็นบริการที่ผู้บริโภคใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองไปข้างหน้า เครือข่ายโทรคมนาคมจะยิ่งทวีความสำคัญในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานของทุกสิ่ง” (Infrastructure of Everything) ที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง

สรุปแล้ว ปี 2026 คือปีที่โครงข่ายกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “การเชื่อมต่อ” ไปสู่ “ความฉลาดของเครือข่าย” เพื่อรองรับ “การเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด” ได้ในทุกสถานการณ์

Comments

comments