Nokia อัปเกรดเคเบิลใต้น้ำ MCT ให้ Symphony เพิ่มความจุสูงสุด 30 Tbps เชื่อม EEC-มาเลเซีย-สิงคโปร์ รองรับ AI, Cloud และ OTT

โนเกีย (Nokia) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญหลังได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซิมโฟนี่ ให้เป็นผู้ดำเนินการอัปเกรดระบบเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อมาเลเซีย-กัมพูชา-ไทย (MCT) ด้วยโซลูชันออปติคัลประสิทธิภาพสูง โดยจะเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Submarine Line Terminal Equipment (SLTE) ของโนเกีย ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเลนส์โคฮีเรนต์ Photonic Service Engine รุ่นที่ 6 (PSE-6)

การอัปเกรดในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความจุในการรับส่งข้อมูลขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า โดยทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 30 เทราบิตต่อวินาที (Tbps) ต่อสายไฟเบอร์หนึ่งคู่ พร้อมยกระดับการเชื่อมต่อด้วยค่าความหน่วงต่ำ (Low Latency) ระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รองรับการใช้งานดิจิทัลขั้นสูงที่ต้องการการประมวลผลแบบเรียลไทม์ เช่น AI Inference, การขยายทรัพยากรคลาวด์ (Cloud Bursting) และแอปพลิเคชันระดับองค์กร ขณะเดียวกันเทคโนโลยี PSE-6 ยังช่วยลดการใช้พลังงานของโครงข่ายลงได้สูงสุดถึง 60% ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืน

จุดเด่นสำคัญ: สายเคเบิลใต้น้ำ MCT เป็นระบบเคเบิลใต้น้ำเพียงแห่งเดียวที่มีจุดขึ้นฝั่งในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์จาก BOI แล้วกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายอเล็กซ์ โลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น ระบุว่า การอัปเกรดครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับเครือข่ายเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และพร้อมก้าวสู่การเป็นพันธมิตรด้านการเชื่อมต่อที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ให้บริการ Hyperscalers และองค์กรยุคใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน นายอาเจย์ ชาร์มา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของโนเกีย กล่าวเสริมว่า ยินดีที่ได้ขยายความร่วมมือกับซิมโฟนี่จากโครงข่ายภาคพื้นดินสู่โครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค โดยการติดตั้งระบบนี้จะทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม WaveSuite ของโนเกีย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นและการบริหารจัดการเครือข่ายอัตโนมัติแบบครบวงจร

Comments

comments