Schneider Electric คว้าอันดับ 1 บริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกปี 2026 จาก TIME และ Statista เป็นปีที่ 3 พร้อมเผยผลลดคาร์บอน Scopes 1-2 แล้ว 82.5%
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ได้รับการยกย่องให้เป็น “บริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก ประจำปี 2026” (World’s Most Sustainable Company 2026) โดยนิตยสาร TIME และ Statista ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 ผ่านการคัดเลือกจากการจัดอันดับองค์กรขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกจากทั้งหมด 5,000 บริษัท สะท้อนจุดยืนความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการสร้างความยั่งยืนให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจ แนวทางการบริหาร และผลการดำเนินงาน
ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าสำหรับทุกคน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electrification) การเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (Digitalization) เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
“การได้รับการยอมรับจากนิตยสาร TIME และ Statista เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” โอลิวิเยร์ บลูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เนื่องจากพลังงานได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน และความก้าวหน้า ความจำเป็นในการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าความชาญฉลาดทางพลังงานคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งด้านประสิทธิภาพและการลดคาร์บอน ส่งผลให้ลูกค้าสามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษ ความเชื่อดังกล่าวได้หล่อหลอมชไนเดอร์ อิเล็คทริค มาเป็นเวลาหลายปี และยังคงเป็นแนวทางในการคิดค้นนวัตกรรม การดำเนินงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของเราต่อไป”
ความสำเร็จในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัวแผนงานด้านความยั่งยืนฉบับใหม่ Impact 2030 ภายใต้แนวคิด 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.การขับเคลื่อนโลกด้วยพลังงานไฟฟ้า 2.การปฏิรูปรวมถึงคิดค้นสิ่งใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม 3.การปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ และ 4.การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยกลุ่มบริษัทได้ติดตามผลการดำเนินงานทุกไตรมาสผ่านตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้จริง เพื่อมั่นใจได้ว่ามีความรับผิดชอบและความโปร่งใสในทุกระดับ
ไตรมาสแรกของปี 2026 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รายงานการปล่อยคาร์บอนใน Scopes 1 และ Scope 2 ลดลงถึง 82.5% เมื่อเทียบกับช่วงปี 2017 ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวในการดำเนินงานของชไนเดอร์ นอกจากนี้ รายงานยังระบุเพิ่มเติม ดังนี้
· ช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานหรือเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าในไตรมาสแรก อยู่ที่ 47.5 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ซึ่งช่วยเสริมทั้งความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพด้านพลังงาน
· ในไตรมาสเดียว สามารถช่วยลดและหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 20 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า
· กลุ่มบริษัทยังคงเดินหน้าปรับใช้กรอบการทำงานใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออนาคต โดย 14% ของข้อเสนอหรือผลิตภัณฑ์หลักที่อยู่ในขั้นตอนการออกแบบ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน
ภายใต้กรอบการดำเนินงาน Impact 2030 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ โดยตระหนักว่าการสร้างความก้าวหน้าในวงกว้างจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกภาคส่วนเดินหน้าไปพร้อมกัน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากซัพพลายเออร์ ซึ่งปัจจุบันมีซัพพลายเออร์เข้าร่วมมากกว่า 1,100 ราย ในโครงการ Zero Carbon Pathway ของกลุ่มบริษัทในไตรมาสแรก เพื่อช่วยขยายความรับผิดชอบด้านสภาพภูมิอากาศให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ทั้งนี้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนและซับซ้อนมากขึ้น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงเชื่อว่าความก้าวหน้าที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่งในระดับท้องถิ่น ชุมชนและผู้คนทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวในท้องถิ่นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และช่วยเปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีผู้คนมากกว่า 2.8 ล้านคน ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนผ่านโซลูชันที่มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค
อีกทั้งมีผู้คนจำนวน 113,000 คน ได้รับการพัฒนาทักษะ ผ่านโครงการด้านการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ส่งผลให้จำนวนผู้ได้รับการฝึกอบรมตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปัจจุบันมีมากกว่า 1.2 ล้านคน
“ในขณะที่เราเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนด้วยความมุ่งมั่นและความถ่อมตน การได้รับการยกย่องเป็นครั้งที่ 3 นี้ ช่วยยืนยันว่า เรากำลังเดินมาถูกทางและยังเป็นความรับผิดชอบที่ผลักดันให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม” เอสเธอร์ ฟินิโดริ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “Impact 2030 เป็นกรอบการดำเนินงานที่จะช่วยขยายผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง และชไนเดอร์ อิเล็คทริค หวังว่าจะสามารถเร่งความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส”
นอกจากการได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกโดย TIME และ Statista เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังเป็นบริษัทเดียวที่สามารถครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับ Global 100 ของ Corporate Knights ถึงสองครั้งในปี 2021 และ 2025 และได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม CDP Climate A List ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15
อ่าน: 179
Like this:
Like Loading...
Related
Comments
comments