ไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่วันละ 61 คน ผู้เชี่ยวชาญเสนอใช้ Genomics, Biomarker และ AI พร้อมผลักดัน พ.ร.บ. มะเร็งแห่งชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนผู้ป่วย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา “The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care” ในงาน Techsauce Global Summit 2026 เพื่อสะท้อนบทบาทของนวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิ การตรวจรหัสพันธุกรรมเชิงลึก (Genomics) การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการดูแลรักษามะเร็งเต้านมจากแนวทางมาตรฐานเดียวสำหรับทุกคน สู่การรักษาที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้ป่วยแต่ละราย ท่ามกลางสถานการณ์ทั่วโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่สูงถึง 2.3 – 2.4 ล้านคนต่อปี(1) ซึ่งเสวนานี้ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนถึงพันธกิจองค์กรที่มุ่งใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มายกระดับผลลัพธ์การรักษา ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนและผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การทำให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าดังกล่าวอย่างเท่าเทียม ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ “การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine)” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขอย่างแท้จริง

เสริมรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งอย่างเท่าเทียม

นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบสุขภาพที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อปิดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำในการรักษา โดยกล่าวว่า “มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (ประมาณการณ์ปี 2566) ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ถึง 22,363 รายต่อปี(2) หรือมากกว่าวันละ 61 คน นอกจากนี้โรคดังกล่าวยังสามารถพบในผู้ชายได้ในสัดส่วนประมาณ 1% ของผู้ป่วยทั้งหมด(1) ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เราก้าวข้ามแนวทางการรักษาแบบมาตรฐานทั่วไปได้มากขึ้น โดยระบบสาธารณสุขไทยกำลังเร่งบูรณาการนวัตกรรมขั้นสูง ทั้งการตรวจจีโนมิกส์และยามุ่งเป้า เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพพื้นฐาน เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการรักษาที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมจะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง ร่างพระราชบัญญัติมะเร็งแห่งชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งของประเทศไทย โดยตั้งอยู่บนเสาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1) การผลักดันนวัตกรรมให้มีราคาที่จับต้องได้ ผ่านการลดต้นทุนและเพิ่มการผลิตในประเทศ 2) การกำหนดบทบาทการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้ชัดเจน โดยภาครัฐให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการป้องกันและการตรวจคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการพัฒนากลไกทางการเงินและการเบิกจ่ายที่เหมาะสม ขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทสนับสนุนการลงทุนด้านการให้บริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง 3) การสร้างกรอบความเท่าเทียมและคุ้มครองสิทธิข้อมูลพันธุกรรมของประชาชน และ 4) การบูรณาการระบบนิเวศสาธารณสุขให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเชื่อมโยงตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงภาคประชาสังคม

หาก พ.ร.บ. มะเร็งแห่งชาติผ่านความเห็นชอบ การลงทุนด้านสุขภาพในครั้งนี้จะสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้สูงถึง 5.5 เท่าภายในปีที่ 15 และถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในเวลาเพียง 6 ปี เป้าหมายสูงสุดของเราคือการทำให้ผู้ป่วยทุกคนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ป่วยในศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น”

การแพทย์แม่นยำ เริ่มต้นจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชพันธุศาสตร์จากศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความก้าวหน้าด้านการวินิจฉัยกำลังพลิกสมการการวางแผนรักษา จากอดีตที่เราตัดสินใจจากขนาดและระยะของโรค แต่วันนี้เทคโนโลยีทำให้เราเข้าใจมะเร็งเต้านมลึกซึ้งถึงระดับดีเอ็นเอ

“มะเร็งเต้านมแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน แยกออกได้หลายชนิดย่อยที่มีความแตกต่างกันทางชีววิทยา การแพทย์แม่นยำจึงต้องเริ่มต้นจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ เช่น การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker Testing), การตรวจรหัสพันธุกรรมเชิงลึก (Comprehensive Genomic Testing), การตรวจหาสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเลือด (Liquid Biopsy) และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยตรวจวิเคราะห์ ช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของโรคในแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย” 

ยกระดับการรักษาสู่การดูแลที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยรายบุคคล

รศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของเวชศาสตร์ระดับโมเลกุล นำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจงของคนไข้แต่ละรายที่มีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งอาจตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันด้วย

“ปัจจุบัน ข้อมูลทางชีววิทยาของเซลล์มะเร็งและตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แพทย์เข้าใจลักษณะของโรคเพื่อใช้ในการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่ในอนาคตจะสามารถติดตามการตอบสนองต่อการรักษาและการเปลี่ยนแปลงของโรค เพื่อประกอบการวางแผนการรักษาในลำดับต่อไป แนวคิดการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Medicine จึงช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสม มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ความหวังของผู้ป่วย และความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา

คุณพีรดา “หลิง” พีรศิลป์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและกรรมการชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาแบบเฉพาะบุคคลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centric) ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย แต่มันคือเส้นสายแห่งชีวิต (Lifeline) ที่หล่อเลี้ยงความหวังของผู้ป่วย โดยเล่าว่า

“ตลอดประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมะเร็งเต้านมมากว่า 20 ปี ทำให้ได้สัมผัสถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้าของการรักษาในยุคนี้อย่างชัดเจน สำหรับคนไข้ การแพทย์เฉพาะบุคคลเปรียบเสมือนความหวังและความมั่นใจว่าเรากำลังได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับโรคของตัวเอง แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือข้อมูลที่เข้าใจง่าย การประคับประคองทางจิตใจ และโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในแนวทางการรักษาของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดูแลรักษาที่ดีคือการที่ทีมแพทย์มองเห็นผู้ป่วยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัว มีภาระหน้าที่ และมีความหวัง ไม่ใช่แค่มองไปที่ตัวโรคเพียงอย่างเดียว และไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่ใด ทุกคนก็ควรมีโอกาสได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน”

ร่วมสร้างอนาคตการรักษามะเร็งเต้านมที่แม่นยำ เข้าถึงได้ และยั่งยืน

อนาคตของการดูแลรักษามะเร็งเต้านมไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ป่วย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การรักษาที่เหมาะสม และการสนับสนุนที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งผู้ป่วยและครอบครัวยังต้องก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเอง (Shared Decision-Making) ด้วยการปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมในการตรวจไบโอมาร์กเกอร์และพิจารณาทางเลือกใหม่ๆ อย่างยามุ่งเป้า เพื่อค้นหาแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งตัวโรคและคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

การแพทย์แม่นยำจึงไม่ควรเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเพียงบางกลุ่ม แต่ควรเป็นมาตรฐานการดูแลรักษาที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกคนในประเทศไทย 

แหล่งที่มาของข้อมูลสถิติ:

  • (1) สถิติมะเร็งเต้านมทั่วโลก (ปี 2024): องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) – https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/breast-cancer
  • (2) สถิติมะเร็งเต้านมในประเทศไทย — ข้อมูล NCI (ประมาณการณ์ปี 2566): สถาบันมะเร็งแห่งชาติ; Cancer in Thailand 1990–2018 & ประมาณการณ์ปี 2566 — https://www.nci.go.th/th/cancer_record/ect10.html

Thailand Records 61 New Breast Cancer Cases a Day as Genomics and AI Reshape Personalized Care

Thailand records an estimated 22,363 new breast cancer cases annually, or more than 61 cases a day, prompting healthcare professionals, academics, policymakers and patient representatives to call for faster integration of genomics, biomarker testing, AI and targeted therapies into the national health system.

The issue was discussed during “The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care” at Techsauce Global Summit 2026. Supported by AstraZeneca (Thailand), the session took place as the number of new breast cancer cases worldwide reaches approximately 2.3–2.4 million each year.

Dr. Somchai Thanasitthichai, Director of Thailand’s National Cancer Institute, said breast cancer remains the most common cancer among Thai women, while men account for approximately 1% of all cases. Thailand’s public health system must therefore integrate genomic testing and targeted therapies into basic healthcare services while addressing disparities in access.

A key policy mechanism is the proposed National Cancer Act, which covers measures to lower innovation costs and expand domestic production, clarify public- and private-sector investment roles, protect citizens’ genetic data rights, and connect the healthcare system with civil society. If approved, related healthcare investment is projected to generate a 5.5-fold social return by the 15th year and reach break-even within six years.

Professor Manop Pithukpakorn, a medical geneticist at the Siriraj Genomics Center, explained that breast cancer consists of multiple subtypes with different biological characteristics. Treatment decisions must therefore look beyond tumour size and disease stage. Technologies including biomarker testing, comprehensive genomic testing, liquid biopsy and AI can provide a deeper understanding of each patient’s cancer and help identify a more appropriate treatment approach.

Associate Professor Naiyarat Prasongsook, a medical oncologist at Phramongkutklao Hospital, said biological information from cancer cells and biomarkers is playing an increasingly important role in treatment selection. In the future, such information may also help physicians monitor treatment response and changes in the disease to guide subsequent care.

Peerada “Ling” Peerasilp, a breast cancer patient and committee member of the Thai Breast Cancer Patient Club, said patients need accessible information, psychological support and opportunities to participate in treatment decisions. Drawing on more than 20 years of living with breast cancer, she stressed that medical progress has value when quality care is available equally to patients regardless of where they live.

Expanding precision medicine will require progress across technology, public policy, reimbursement mechanisms and data protection. The goal is to establish accurate diagnosis and personalized treatment as accessible standards of care for breast cancer patients nationwide.

Comments

comments