กรุงเทพฯ 15 พ.ค. 2561 – บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (SET: TRUE) รายงานผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2561 ด้วยธุรกิจที่ขยายใหญ่ขึ้นจากฐานลูกค้าและรายได้ที่เติบโต รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในไตรมาสแรกปี 2561 ผลการดำเนินงานหลักของกลุ่มทรู ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทำให้ขาดทุนลดลงเป็น 387 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลขาดทุน 1,152 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2560 โดย EBITDA ของกลุ่มทรู เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.0 จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า เป็น 9.0 พันล้านบาท อันเป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต ซึ่งมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอัตราเลขสองหลัก ในขณะที่ยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหารลดลงร้อยละ 4.3 จากปีที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่รวมธุรกรรมการขายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (Digital Telecommunications Infrastructure Fund หรือ DIF) ในปี 2560 EBITDA ของกลุ่มทรู เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.2 จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า และร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท (ร่วม) กล่าวว่า “การให้ความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและเพิ่มประสบการณ์การใช้บริการของผู้บริโภค
อย่างต่อเนื่องของกลุ่มทรู ส่งผลทางบวกอย่างชัดเจน เห็นได้จากรายได้จากทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตของกลุ่มที่ยังคงเติบโตเหนือกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม และเราจะไม่หยุดนิ่งที่จะเสริมความแข็งแกร่งของคุณภาพโครงข่ายในทุกพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากศักยภาพโครงข่าย 4G และไฟเบอร์บรอดแบนด์ของกลุ่มทรูที่ครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว กลุ่มทรู ยังมุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่ครบวงจรและครอบคลุมทั่วประเทศสำหรับการให้บริการ Internet of Things (IoT) ผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัย ขณะเดียวกัน ยังได้เข้าร่วมโครงการเคเบิ้ลใต้น้ำ Southeast Asia – Japan 2 consortium ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสื่อสารระหว่างประเทศทั้งสำหรับกลุ่มทรูและประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระบบเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงในโครงการนี้ สามารถรองรับความต้องการใช้แบนด์วิธขนาดใหญ่ อาทิ การใช้งานวิดีโอสตรีมมิ่ง แอปพลิเคชั่นเสมือนจริง ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์ การวิเคราะห์ข้อมูล (analytics) หุ่นยนต์ และ IoT พัฒนาการเหล่านี้จะตอบโจทย์ความต้องการใช้งานข้อมูลหรือดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล และมีความสำคัญต่อกลุ่มทรู ในการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่ดีที่สุด และคงความเป็นผู้นำทางธุรกิจทั้งในด้านโมบายล์และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้อย่างเข้มแข็งต่อไป”

 

ดร. กิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท (ร่วม) กล่าวว่า “เป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มทรูมีแนวโน้มผลการดำเนินงานด้านการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพสูง สร้างคุณค่าและครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค ทำให้รายได้และฐานลูกค้าของกลุ่มเติบโตขึ้นด้วย ทั้งนี้ กลุ่มทรูจะยังคงเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินและการดำเนินงานผ่านแคมเปญการตลาดที่ปรับให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ รวมถึงนวัตกรรมและช่องทางการเข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ ทรูไอดี ทรูพอยท์ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ซึ่งเน้นผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า และยังเพิ่มมูลค่าจากการเป็นลูกค้ากลุ่มทรูอีกด้วย ขณะเดียวกัน กลุ่มทรูจะยังคงให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการต้นทุนทั่วทั้งองค์กร ซึ่งคาดว่าผลประกอบการน่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเพราะกลุ่มทรูอยู่ในสถานะที่จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (digital transformation) ทั้งในส่วนขององค์กรและการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค”

 

ทรูมูฟ เอช ยังคงขยายฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในกลุ่มลูกค้าระบบรายเดือนและระบบเติมเงิน โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มประมาณ 4.12 แสนราย ในไตรมาส 1 ปี 2561 ทำให้ฐานลูกค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 27.63 ล้านราย ประกอบด้วยลูกค้าระบบเติมเงิน 20.56 ล้านราย และลูกค้าระบบรายเดือน 7.07 ล้านราย ซึ่งการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับจำนวนลูกค้าที่เติบโตสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการของทรูมูฟ เอช เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากไตรมาส 1 ปีก่อนหน้า เป็น 18.0 พันล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2561 ในขณะที่รายได้จากการให้บริการของผู้ให้บริการรายใหญ่รายอื่นรวมกันเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2 จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า การเติบโตที่แข็งแกร่งทั้งด้านฐานลูกค้าและรายได้ของทรูมูฟ เอช ยืนยันความแข็งแกร่งของเครือข่าย มูลค่าแบรนด์และแคมเปญด้านการตลาดที่ประสบความสำเร็จตามคาดหมาย ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสแรก ส่วนแบ่งตลาดรายได้และฐานลูกค้าของ
ทรูมูฟ เอช เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27.6 และ ร้อยละ 30.9 ตามลำดับ

 

ทรูออนไลน์ รักษาความเป็นผู้นำในตลาดบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตของประเทศไทย จากโครงข่ายไฟเบอร์ที่มีคุณภาพและครอบคลุมสูง รวมถึงแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์คุ้มค่าที่ผนวกบริการ คอนเทนต์ และสิทธิพิเศษหลากหลายภายใต้กลุ่มทรูได้อย่างลงตัว ทำให้รายได้บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตของทรูออนไลน์เติบโตสูงร้อยละ 15.2 จากไตรมาสแรกปีก่อนหน้า เป็น 6.3 พันล้านบาท โดยมีฐานลูกค้าบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 1.15 แสนราย เป็น 3.3 ล้านราย และมีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) เพิ่มเป็น 618 บาท นอกจากนี้ การที่กลุ่มทรูเข้าร่วมโครงการเคเบิ้ลใต้น้ำ Southeast Asia – Japan 2 consortium (SJC2) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างประเทศและประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการใช้งานบรอดแบนด์ด้วยแบนด์วิธที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ตลอดจนลูกค้ากลุ่มองค์กรที่กำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล

 

ทรูวิชั่นส์ มีคอนเทนต์คุณภาพจำนวนมากที่พร้อมสรรพ และนำเสนอแพ็กเกจที่ตรงใจลูกค้าในทุกระดับตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงระดับพรีเมียม ประกอบกับการจัดอีเว้นท์ดนตรีชั้นนำในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ผลักดันรายได้ทรูวิชั่นส์ให้เติบโตร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนหน้า เป็น 3.1 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ของทรูวิชั่นส์ได้ถูกถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มอื่นภายใต้กลุ่มทรู ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มความผูกพันของลูกค้าต่อกลุ่มทรู ทรูวิชั่นส์มีฐานลูกค้ารวมประมาณ 4 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2561 โดยจะยังคงเน้นขยายฐานลูกค้าบนระบบค่าบริการสมาชิกเป็นหลักเพื่อผลักดันรายได้ให้เติบโตต่อไป

Comments

comments