Xiaomi เตรียมลงทุน R&D ทั่วโลกกว่า 24,000 ล้านยูโรช่วงปี 2026–2030 ครอบคลุม AI ชิป รถยนต์ หุ่นยนต์ พร้อมนำ Xiaomi Auto เข้ายุโรปปี 2027

เสียวหมี่ ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและการผลิตอัจฉริยะ ได้เข้าร่วมงาน IFA 2026 เป็นครั้งแรก ณ กรุงเบอร์ลิน โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์บนพื้นที่กว่า 3,300 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นพื้นที่จัดแสดงแบบเดี่ยวในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของเสียวหมี่จนถึงปัจจุบัน

ในการจัดแสดงครั้งนี้ เสียวหมี่ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์มากกว่า 380 รายการ เทคโนโลยีแห่งอนาคต และการสาธิตการใช้งานจริง เพื่อนำเสนอภาพรวมของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ของเสียวหมี่ อย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งด้านส่วนบุคคล บ้าน และการเดินทาง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า AI สามารถประสานการทำงานระหว่างอุปกรณ์และบริการต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย
มร. ซู เฟย (Xu Fei) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของเสียวหมี่ กล่าวว่า “งาน IFA ในปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางการเติบโตของเสียวหมี่ในระดับโลก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ขยายธุรกิจจากสมาร์ทโฟนไปสู่สมาร์ทโฮมและรถยนต์อัจฉริยะ พร้อมทั้งลงทุนอย่างจริงจังในเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น AI ระบบปฏิบัติการ ชิป และการผลิตอัจฉริยะ วันนี้ธุรกิจและขีดความสามารถเหล่านี้กำลังผสานรวมเข้าด้วยกันผ่านระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ของเรา ซึ่งเราได้นำมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกที่งาน IFA”
มร. ซู เฟย (Xu Fei) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยุโรปถือเป็นตลาดสำคัญในกลยุทธ์ระดับโลกของเสียวหมี่ ด้วยการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ Mijia ในยุโรปเป็นวงกว้าง ร่วมกับการที่ Xiaomi Auto คาดว่าจะเข้าสู่ตลาดยุโรปในปี 2027 องค์ประกอบหลักทั้งสามส่วนของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ของเรา ได้แก่ อุปกรณ์ส่วนบุคคล รถยนต์อัจฉริยะ และสมาร์ทโฮม จะเริ่มผสานการทำงานเข้าด้วยกันในภูมิภาคนี้ สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับตลาดยุโรปมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการนำเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านระบบนิเวศของเสียวหมี่ ไปสู่ผู้ใช้งานในภูมิภาคนี้ให้มากยิ่งขึ้น”

เสียวหมี่จัดแสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 380 รายการ ภายใต้ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home”
นิทรรศการของเสียวหมี่ ในงาน IFA แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ AI Tomorrow, AI Today และ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Human × Car × Home โดยทั้งสามโซนจะพาผู้เข้าชมสัมผัสประสบการณ์ตั้งแต่แนวคิดแห่งอนาคต เทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้ในปัจจุบัน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของเสียวหมี่ในภาพรวม
AI Tomorrow นำเสนออนาคตของการเดินทางอัจฉริยะผ่าน Xiaomi Vision Gran Turismo โดยเน้นให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผสานกันระหว่างการออกแบบยานยนต์ เทคโนโลยีด้านประสิทธิภาพ และประสบการณ์ดิจิทัล
AI Today นำความสามารถเหล่านี้มาสู่การใช้งานจริง โดยมี Xiaomi SU7 Max และพื้นที่ภายในบ้าน เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องทำงาน เป็นจุดเด่นในการจัดแสดง เพื่อสาธิตให้เห็นว่า AI สามารถประสานการทำงานระหว่างอุปกรณ์ส่วนบุคคล รถยนต์ และผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมต่างๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
กลุ่มผลิตภัณฑ์ “Human × Car × Home” รวบรวมผลิตภัณฑ์มากกว่า 380 รายการ ครอบคลุม 7 กลุ่ม ได้แก่ การทำอาหารและการจัดเก็บอาหาร การทำความสะอาดบ้าน การจัดการอากาศภายในบ้าน ความบันเทิงด้านภาพและเสียง ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์ส่วนบุคคล และการเดินทางอัจฉริยะ การจัดแสดงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและครอบคลุมของระบบนิเวศผลิตภัณฑ์เสียวหมี่ พร้อมแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ใช้ร่วมกัน ความสามารถในการทำงานในระดับภาพรวมของระบบ และแนวทางการออกแบบที่เป็นหนึ่งเดียว สามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อมโยงและสอดประสานกันมากยิ่งขึ้นระหว่างอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่ต่างๆ ได้อย่างไร
ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ของเสียวหมี่ คือระบบนิเวศอัจฉริยะที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงอุปกรณ์ส่วนบุคคล รถยนต์อัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์บ้านอัจฉริยะเข้าด้วยกัน ระบบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังใช้ AI และ Xiaomi HyperOS เพื่อให้อุปกรณ์และบริการต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และสถานการณ์การใช้งานที่หลากหลาย มอบประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติ ไร้รอยต่อ และชาญฉลาดยิ่งขึ้น พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานในชีวิตจริง
หลังจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ได้วางรากฐานที่แข็งแกร่ง ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนของเสียวหมี่ทั่วโลก ติด 3 อันดับแรกอย่างต่อเนื่องถึง 24 ไตรมาส ขณะที่ยอดจัดส่งแท็บเล็ตของเสียวหมี่อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก นับเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกันที่อยู่ในห้าอันดับแรกของโลก นอกจากนี้ ยอดจัดส่งอุปกรณ์สวมใส่ของเสียวหมี่ (รวมสมาร์ทแบนด์และสมาร์ทวอทช์) ยังอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก1 ในด้านรถยนต์ Xiaomi Auto สามารถส่งมอบรถยนต์ได้มากกว่า 700,000 คัน ในจีนแผ่นดินใหญ่ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีนับตั้งแต่เข้าสู่ตลาด2 ขณะที่ Xiaomi YU7 มียอดสั่งจองแบบล็อกสิทธิ์เอาไว้แล้ว มากกว่า 240,000 คันภายในวันแรกที่เปิดตัว ขณะเดียวกันเสียวหมี่ ยังได้สร้างแพลตฟอร์ม consumer AIoT ชั้นนำระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่มากกว่า 1.1 พันล้านเครื่อง (ไม่รวมสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป) และให้บริการผู้ใช้งานและครัวเรือนมากกว่า 175 ล้านรายทั่วโลก1 ขนาดของระบบนิเวศที่สั่งสมมา ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และศักยภาพของระบบนิเวศ ล้วนเป็นรากฐานสำคัญที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้เสียวหมี่ สามารถมอบวิสัยทัศน์ “Human × Car × Home” จากแนวคิดให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

ผลักดัน AI ก้าวเข้าสู่โลกความเป็นจริง
ในขณะที่ AI ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์อัจฉริยะกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ ไปสู่ยุคใหม่ที่ AI สามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และให้บริการเชิงรุกได้มากกว่าเดิม เสียวหมี่ เชื่อว่าก้าวต่อไปของ AI ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามบนหน้าจอเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ AI ควรสามารถเข้าใจบริบทของโลกความเป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น และภายใต้การอนุญาตและการควบคุมของผู้ใช้ AI ควรสามารถประสานการทำงานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ภารกิจในโลกความเป็นจริงสำเร็จลุล่วงได้
ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human x Car x Home” เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ด้วยการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รถยนต์ และอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่อยู่ภายใต้การใช้งานของผู้ใช้คนเดียวกัน ระบบนิเวศนี้จึงเป็นพื้นฐานให้ AI สามารถทำความเข้าใจบริบทของผู้ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย และประสานการทำงานของอุปกรณ์หลายประเภทเพื่อช่วยทำภารกิจต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง สิ่งนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์อัจฉริยะจากเดิมที่เน้นเพียงการตอบสนองต่อคำสั่ง ไปสู่การทำความเข้าใจเจตนา และมอบความช่วยเหลือในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น
ภายในงาน IFA เสียวหมี่นำเสนอให้เห็นว่า ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” สามารถทำให้เทคโนโลยีทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ใช้กำลังขับรถกลับบ้าน ระบบสามารถนำข้อมูลตามบริบทต่างๆ เช่น เวลา ตำแหน่งที่อยู่ และสภาพอากาศ มาใช้เพื่อปรับแสงไฟและเครื่องปรับอากาศล่วงหน้า ก่อนที่ผู้ใช้จะเดินทางถึงบ้าน เมื่ออยู่ที่บ้าน เพียงออกคำสั่งง่ายๆ เช่น “ปริ้นท์รูปที่ฉันเพิ่งถ่าย” ก็สามารถทำให้อุปกรณ์หลายประเภททำงานร่วมกันเพื่อดำเนินการตามคำสั่งจนเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่สถานการณ์การใช้งานอื่นๆ ยังแสดงให้เห็นว่า ระบบสามารถประสานการทำงานของไฟส่องสว่าง ผ้าม่าน และอุณหภูมิให้สอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ เช่น การอ่านหนังสือ ประสบการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของเสียวหมี่ ที่มีต่อประสบการณ์อัจฉริยะยุคใหม่ ซึ่งก้าวข้ามการควบคุมอุปกรณ์แต่ละชิ้นแยกจากกัน ไปสู่ AI ที่สามารถเข้าใจบริบทและเจตนาของผู้ใช้ ประสานการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในหลากหลายสถานการณ์ และทำให้เทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น — โดยผู้ใช้ยังคงเป็นผู้ควบคุมอยู่เสมอ

สร้างรากฐานทางเทคโนโลยี สำหรับประสบการณ์อัจฉริยะ
เบื้องหลังประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และหลากหลายสถานการณ์ของเสียวหมี่ คือรากฐานทางเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาและสั่งสมผ่านการลงทุนระยะยาวในด้าน AI ระบบปฏิบัติการ ชิป และการผลิตอัจฉริยะ เมื่อทำงานร่วมกับ Xiaomi HyperOS ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้เกิดการผสานรวมระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ลึกยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่สมาร์ทโฟน รถยนต์ อุปกรณ์สมาร์ทโฮม ไปจนถึงอุปกรณ์รูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนประสบการณ์การใช้งานที่มีความสอดคล้องและชาญฉลาดยิ่งขึ้นทั่วทั้งระบบนิเวศของเสียวหมี่ ในด้าน AI เสียวหมี่ยังคงเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถของโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยความก้าวหน้าล่าสุด อย่าง MiMo-V2.5-Pro, Xiaomi Miloco และ Xiaomi Miclaw กำลังช่วยเสริมศักยภาพของ AI ในด้านการทำความเข้าใจ การให้เหตุผล และการลงมือปฏิบัติให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมสำรวจแนวทางที่ AI จะสามารถก้าวข้ามจากการตอบคำถาม ไปสู่การช่วยเหลือผู้ใช้ในการจัดการกับภารกิจที่ซับซ้อนมากขึ้นในโลกความเป็นจริง
เทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะช่วยให้เสียวหมี่ สามารถนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์และขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยเสียวหมี่ ได้พัฒนาขีดความสามารถด้านการผลิตอัจฉริยะใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในจีนแผ่นดินใหญ่ ได้แก่ สมาร์ทโฟน รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน Xiaomi Smart Factory มีกำลังการผลิตสมาร์ทโฟนเรือธงประมาณ 10 ล้านเครื่องต่อปี ขณะที่ Xiaomi Smart Factory | Wuhan ได้ผสานการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการทดสอบตรวจสอบคุณภาพไว้ในโรงงานเดียวกัน พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการจำนวน 46 แห่ง ในช่วงที่โรงงานทำงานด้วยความเร็วการผลิตสูงสุด เครื่องปรับอากาศสามารถออกจากสายการผลิตได้ 1 เครื่องทุกๆ 6.5 วินาที นอกจากนี้ เสียวหมี่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจการนำ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มาใช้งานในกระบวนการผลิต โดยการนำหุ่นยนต์มาใช้กับงานต่างๆ เช่น การขันน็อตใน Xiaomi Auto Factory แสดงให้เห็นถึงอัตราความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 90% เป็น 98% ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน
เสียวหมี่ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาขีดความสามารถด้านชิปที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นภายในบริษัท โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีสำคัญที่มีบทบาทต่อประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์หลักและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ด้วยนวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรมการประมวลผล หน่วยประมวลผลประสาทเทียม และเทคโนโลยีอื่นๆ เสียวหมี่กำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับประสบการณ์หลักในด้าน AI ที่ประมวลผลบนอุปกรณ์ ประสิทธิภาพการทำงาน และประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน ภายในงาน IFA Xiaomi ยังนำเสนอพื้นฐานการประมวลผลด้วย AI ใหม่ สำหรับระบบนิเวศอัจฉริยะแบบ “Human x Car x Home” โดยสาธิตให้เห็นถึงความสามารถด้านการประมวลผลรุ่นล่าสุดที่สามารถรองรับประสบการณ์การใช้งาน AI ได้อย่างครอบคลุมในหลากหลายอุปกรณ์และสถานการณ์ อีกทั้งยังมีการจัดแสดง Xiaomi 18 Fold สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกซึ่งขับเคลื่อนด้วยชิป Xiaomi XRING O3 เจเนอเรชันถัดไป สะท้อนให้เห็นถึงการสำรวจแนวทางใหม่ล่าสุดของบริษัทในด้านการประมวลผลบนอุปกรณ์พกพา รูปแบบอุปกรณ์จอพับ และความสามารถอัจฉริยะที่ทำงานโดยตรงบนอุปกรณ์
ภายในงาน IFA ยังมีการจัดแสดง Xiaomi CyberOne ซึ่งสามารถโต้ตอบกับผู้เข้าชมผ่านท่าทางแบบเรียลไทม์ เช่น การทำมินิฮาร์ตด้วยนิ้วและการชูนิ้วโป้ง นอกเหนือจากพื้นที่จัดแสดง Xiaomi CyberOne ยังอยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานที่ Xiaomi Auto Factory โดยความสามารถต่างๆ ของหุ่นยนต์กำลังได้รับการทดสอบและตรวจสอบผ่านภารกิจการผลิตในสภาพแวดล้อมจริง ด้วยการใช้สภาพแวดล้อมการผลิตของบริษัทเองเป็นพื้นที่สำหรับการทดสอบและพัฒนา เสียวหมี่ยังคงปรับปรุงขีดความสามารถของ Xiaomi CyberOne ในด้านการรับรู้ การควบคุม และการปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมสำรวจศักยภาพในการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้งานจริงในการผลิตอัจฉริยะ
Xiaomi Auto นำระบบนิเวศอัจฉริยะสู่ท้องถนน
Xiaomi Auto นำมิติด้านการเดินทางของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” มาจัดแสดงภายในงาน โดยนำรถยนต์ 3 รุ่นมาถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนาของ Xiaomi Auto ตั้งแต่แนวคิดแห่งอนาคตไปจนถึงประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
ไฮไลต์สำคัญของด้านยานยนต์คือ Xiaomi Vision Gran Turismo รถยนต์ไฟฟ้าไฮเปอร์คาร์ต้นแบบแห่งอนาคตที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับแฟรนไชส์เกมระดับตำนานอย่าง Gran Turismo โดยเสียวหมี่ ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายแรกที่เข้าร่วมโครงการ Vision Gran Turismo ถูกออกแบบขึ้นในฐานะรถยนต์ต้นแบบเสมือนจริง เพื่อจินตนาการถึงอนาคตของการออกแบบยานยนต์ หลักอากาศพลศาสตร์ และการปฏิสัมพันธ์อัจฉริยะ โดยเปิดพื้นที่ให้การออกแบบสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของโลกจริง รูปลักษณ์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากการไหลเวียนของอากาศภายใต้แนวคิด “Shaped by the Wind” พร้อมห้องโดยสารทรงหยดน้ำและระบบ Active Wake Control System ขณะที่ห้องโดยสารแนวคิด “Racing on a Sofa” และผู้ช่วยอัจฉริยะรูปวงแหวน Xiaomi Pulse สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการผสานงานออกแบบ เทคโนโลยีสมรรถนะ และการโต้ตอบอัจฉริยะเข้าด้วยกันในอนาคต
ภายในงานยังมีการจัดแสดง Xiaomi SU7 รุ่นใหม่ และ Xiaomi SU7 Ultra โดย Xiaomi SU7 รุ่นใหม่ ซึ่งวางตำแหน่งให้เป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่แห่งยุคใหม่ สะท้อนแนวทางของ Xiaomi Auto ในการพัฒนารถซีดานไฟฟ้าอัจฉริยะ ด้วยการผสานภาษาการออกแบบที่หรูหราและสปอร์ตเข้ากับระบบ Xiaomi HyperOS และระบบนิเวศอัจฉริยะของเสียวหมี่อย่างลึกซึ้ง ทำให้รถยนต์สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ส่วนตัวและระบบสมาร์ทโฮมของผู้ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน Xiaomi SU7 Ultra คือรถยนต์สมรรถนะสูงระดับเรือธงของ Xiaomi Auto ซึ่งต่อยอดจากความสามารถด้านวิศวกรรมของบริษัทที่ได้รับการพิสูจน์บนสนาม Nürburgring Nordschleife โดย Xiaomi SU7 Ultra รุ่นผลิตจริงสามารถทำสถิติอย่างเป็นทางการในประเภท “Electric Executive Car” ได้สำเร็จในเดือนเมษายน 2025
นอกเหนือจากตัวรถแต่ละรุ่นแล้ว การจัดแสดงในโซนยานยนต์ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของ Xiaomi Auto ในการนำประสบการณ์อัจฉริยะของเสียวหมี่มาสู่ท้องถนน ทำให้รถยนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” อย่างเต็มรูปแบบ นับตั้งแต่เริ่มส่งมอบรถยนต์คันแรกในเดือนมีนาคม 2024 Xiaomi Auto มียอดส่งมอบรถยนต์ในจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่า 700,000 คัน และกำลังนำมิติด้านการเดินทางเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศอัจฉริยะของเสียวหมี่ ก่อนแผนการขยายเข้าสู่ตลาดยุโรป ซึ่งรวมถึงประเทศเยอรมนีในปี 2027
Mijia ขยายการดำเนินงานทั่วยุโรป พร้อมพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ภายในงาน IFA 2026 เสียวหมี่ประกาศการขยายธุรกิจครั้งใหญ่ของ Mijia แบรนด์สมาร์ทโฮมของบริษัทไปยังตลาดยุโรป ภายใต้แนวคิด “The Art of Smart Living” Mijia นำเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง คุณภาพที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์สมาร์ทโฮมที่เป็นธรรมชาติ ใช้งานง่าย และไว้วางใจได้มากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน การขยายตลาดครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้งานในยุโรปสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และประสบการณ์จาก Mijia ได้หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับมิติ “บ้าน” ของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ของเสียวหมี่ ในภูมิภาคนี้
แนวทางของ Mijia ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นเท่านั้น เสียวหมี่มองว่าอนาคตของสมาร์ทโฮมกำลังก้าวจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ไปสู่การประสานการทำงานที่มากยิ่งขึ้นภายในบ้าน โดยอุปกรณ์ต่างๆ สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้แต่ละคน สภาพแวดล้อม และสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผ่านแอป Xiaomi Home ผลิตภัณฑ์ Mijia ที่รองรับสามารถบริหารจัดการได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียว และสามารถทำงานร่วมกันในสถานการณ์ต่างๆ ภายในบ้าน โดยมี การอนุญาตและการควบคุมจากผู้ใช้เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์การใช้งานใความสามารถเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสมาร์ทโฮม จากเดิมที่ความอัจฉริยะอยู่ภายในอุปกรณ์แต่ละชิ้น ไปสู่ประสบการณ์ที่มีการบูรณาการและทำงานร่วมกันในระดับภาพรวมของระบบมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน Mijia มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมกว่า 130 หมวดหมู่ โดยทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันผ่านระบบนิเวศเดียวกัน ด้วยการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของเสียวหมี่ในด้าน AI ระบบปฏิบัติการ และการเชื่อมต่อ IoT Mijia นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาผสานเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตประจำวันที่ฉลาดขึ้น ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น และเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
การออกแบบถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ Mijia โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาการออกแบบ “Alive” ของเสียวหมี่ ทำให้ Mijia เลือกใช้ภาษาการออกแบบที่เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงได้ เพื่อสร้างความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันในกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมช่วยให้เทคโนโลยีสามารถผสานเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยร่วมสมัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนถึงปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ Mijia ได้รับรางวัลด้านการออกแบบระดับนานาชาติมากกว่า 500 รางวัล
ขณะที่ Mijia เดินหน้าขยายธุรกิจในวงกว้างทั่วทั้งยุโรป เสียวหมี่จะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับบ้านให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมนำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่ผสานรวมและชาญฉลาดมากขึ้นแก่ผู้ใช้ทั่วภูมิภาค ผ่านการขยายธุรกิจครั้งนี้ เสียวหมี่มุ่งนำ AI ก้าวข้ามขอบเขตของโลกดิจิทัลเข้าสู่ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บริการอัจฉริยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

การลงทุนด้าน R&D ระยะยาว เสริมการเติบโตของเสียวหมี่ทั่วโลก
ยุโรปถือเป็นตลาดสำคัญในกลยุทธ์ระดับโลกของเสียวหมี่ และเป็นภูมิภาคหลักสำหรับการขยายระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” อย่างต่อเนื่อง เสียวหมี่จะเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อตลาดยุโรป โดยเสริมความแข็งแกร่งให้กับขีดความสามารถในท้องถิ่น ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ การค้าปลีก และการบริการเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค พร้อมยกระดับการให้บริการแก่ผู้ใช้ในยุโรปให้ดียิ่งขึ้น
ระหว่างปี 2026–2030 เสียวหมี่คาดว่าจะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกมากกว่า 24,000 ล้านยูโร3 โดยการลงทุนจะครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญต่างๆ ได้แก่ AI ระบบปฏิบัติการ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัท ยานยนต์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการผลิตอัจฉริยะ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีพื้นฐานเหล่านี้ เสียวหมี่กำลังสร้างขีดความสามารถที่สามารถนำไปต่อยอดและใช้งานร่วมกันได้ในผลิตภัณฑ์และหมวดหมู่ต่างๆ ตั้งแต่อุปกรณ์ส่วนบุคคลและผลิตภัณฑ์ภายในบ้าน ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านการเดินทางและยานยนต์ เพื่อนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้น และประสบการณ์การใช้งานที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน
ในอนาคต เสียวหมี่จะยังคงผสานการลงทุนในระยะยาวเข้ากับการดำเนินงานในแต่ละตลาดทั่วโลกที่ตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ผ่านระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” เสียวหมี่มุ่งเชื่อมโยงพื้นที่การใช้งานส่วนบุคคล บ้าน และการเดินทางเข้าด้วยกัน พร้อมนำ AI เข้ามามีบทบาทในสถานการณ์การใช้งานจริงที่หลากหลายยิ่งขึ้น และทำให้เทคโนโลยีอัจฉริยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้ใช้ทั่วโลกที่เป็นธรรมชาติและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น
Xiaomi Plans Over €24 Billion in R&D Investment and Targets 2027 European Entry for Xiaomi Auto
Xiaomi plans to invest more than €24 billion in global research and development between 2026 and 2030, covering AI, operating systems, in-house semiconductor technologies, intelligent vehicles, robotics and smart manufacturing. The company is also preparing to bring Xiaomi Auto to Europe in 2027.
The plan was outlined during Xiaomi’s first appearance at IFA 2026 in Berlin, where it opened a booth spanning more than 3,300 square metres—its largest standalone overseas exhibition space to date—and displayed more than 380 products and technologies.
Xu Fei, Chief Marketing Officer of Xiaomi, said the company had expanded from smartphones into smart homes and intelligent vehicles while investing in AI, operating systems, chips and smart manufacturing. These capabilities are being integrated through Xiaomi’s “Human × Car × Home” smart ecosystem.
Europe will be a key market for that strategy. Xiaomi announced a broader European expansion for its Mijia smart-home brand alongside plans to introduce Xiaomi Auto to the region, including Germany, in 2027. The aim is to connect personal devices, vehicles and home appliances through AI and Xiaomi HyperOS.
Xiaomi’s consumer AIoT platform currently has more than 1.1 billion connected devices, excluding smartphones, tablets and laptops, and serves over 175 million users and households worldwide. Xiaomi Auto has delivered more than 700,000 vehicles in mainland China, while the Xiaomi YU7 secured over 240,000 locked-in orders on its first day of availability.
The company is also developing in-house AI models, including MiMo-V2.5-Pro, Xiaomi Miloco and Xiaomi Miclaw, to improve understanding, reasoning and real-world task execution. Its Xiaomi CyberOne humanoid robot is currently being tested in production tasks at the Xiaomi Auto Factory.
Other products shown at IFA included the Xiaomi 18 Fold, powered by the next-generation Xiaomi XRING O3 chip, as well as the Xiaomi Vision Gran Turismo, the new Xiaomi SU7 and the Xiaomi SU7 Ultra. The displays highlighted Xiaomi’s efforts to integrate hardware, software and on-device computing across a single ecosystem.
Xiaomi Smart Factory has an annual production capacity of approximately 10 million flagship smartphones. At full operating speed, Xiaomi Smart Factory | Wuhan can produce one air conditioner every 6.5 seconds. Tests involving robots performing screw-fastening tasks at the company’s automotive factory increased the success rate from around 90% to 98% within four months.
The investment figure of more than €24 billion was converted from Chinese yuan using an exchange rate of €1 to 8.33 yuan. Xiaomi plans to use this long-term investment to develop technologies that can be deployed across personal devices, smart homes, vehicles and manufacturing operations.
หมายเหตุ
1.อ้างอิงข้อมูลจาก Omdia สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569
2.ข้อมูลภายในของ Xiaomi โดยนับรวมรถยนต์ Xiaomi Auto ทุกรุ่นที่ส่งมอบแล้วจนถึงเดือนมีนาคม 2569
3.ตัวเลขดังกล่าวคำนวณจากสกุลเงินหยวน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร = 8.33 หยวน
อ่าน: 272
Like this:
Like Loading...
Related
Comments
comments