5G-ADVANCED โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศไทย สู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub

การใช้ AI ในประเทศไทยกำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในอาเซียน เทคโนโลยีนี้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวัน พร้อมกับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ตั้งแต่การพิมพ์คำถามไปจนถึงการส่งภาพ เอกสาร และข้อมูลให้ AI ช่วยวิเคราะห์ เมื่อผู้ใช้ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบประมวลผลมากขึ้น โครงข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับบริการ AI จึงต้องพร้อมรองรับทั้งปริมาณข้อมูลและความต่อเนื่องในการใช้งาน โดยเฉพาะความสามารถด้านอัปโหลดที่มีส่วนช่วยให้การส่งข้อมูลเหล่านี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อ AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ความพร้อมของโครงข่ายย่อมมีผลต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ AIS 5G-ADVANCED จึงพัฒนาความสามารถของเครือข่ายให้สอดคล้องกับความต้องการรับส่งข้อมูลรูปแบบใหม่ ด้วยการผสานคลื่นความถี่ เทคโนโลยี และการบริหารโครงข่ายอัจฉริยะ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI Economy ในประเทศไทย

กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้งานได้จริงว่า
“ถ้า AI คือสมอง โครงสร้างพื้นฐานก็คือระบบประสาทที่เชื่อมต่อทุกอย่างให้ทำงานร่วมกันได้ เราจึงต้องสร้าง Intelligent Infrastructure ให้แข็งแรง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ”
เครือข่ายมือถือพัฒนาควบคู่กับรูปแบบการใช้งานในแต่ละยุค โดย 2G รองรับการสื่อสารดิจิทัลและข้อความ SMS ก่อนที่ 3G จะทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือแพร่หลายขึ้น และ 4G รองรับการขยายตัวของวิดีโอสตรีมมิง อีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วน 5G เพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อผู้ใช้และอุปกรณ์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงเครื่องจักร ยานยนต์ และระบบเมืองอัจฉริยะ

เมื่อการใช้ AI ขยายตัว การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ อุปกรณ์ และระบบประมวลผลก็ต้องรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่หลากหลายและต่อเนื่องมากขึ้น การพัฒนาสู่ 5G-ADVANCED จึงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลทั้งสองทิศทาง ความหน่วงต่ำ และความเสถียร ควบคู่กับการนำ AI มาช่วยบริหารโครงข่ายให้ตอบสนองต่อการใช้งานที่เปลี่ยนแปลง โดยความสามารถด้านอัปโหลดมีบทบาทสำคัญในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังระบบประมวลผล เพื่อให้บริการ AI นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พฤติกรรมการใช้ AI เปลี่ยนความต้องการรับส่งข้อมูล
หนึ่งในพฤติกรรมที่ AIS พบมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสถานศึกษา คือการถ่ายภาพหรือแคปหน้าจอแล้วส่งให้ AI ช่วยประมวลผล การใช้งานลักษณะนี้ทำให้ข้อมูลที่ส่งขึ้นไปในหลายแอปพลิเคชันมีปริมาณมากกว่าข้อมูลคำตอบที่ได้รับกลับมา ความสามารถด้านอัปโหลดจึงเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ใช้งานโดยตรง เช่นเดียวกับการไลฟ์สดและการสร้างคอนเทนต์ที่ต้องส่งภาพและวิดีโอจากมือถือเข้าสู่แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการใช้งาน 5G บนเครือข่าย AIS ระหว่างปี 2022–2025 แสดงให้เห็นว่า ทราฟฟิกฝั่ง Uplink เติบโตกว่า 25 เท่า ขณะที่ Downlink เติบโตกว่า 10 เท่า อัตราการเติบโตของข้อมูลขาขึ้นที่สูงกว่าช่วยอธิบายว่า เหตุใดเครือข่ายจึงต้องเพิ่มความสามารถในการส่งข้อมูลควบคู่กับการรับข้อมูล เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมที่ผู้ใช้สร้างและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบมากขึ้น
เมื่อการใช้ AI ขยายไปสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ความต้องการอัปโหลดก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการทำงานของ AI Agent กล้อง AI เซนเซอร์ และอุปกรณ์ IoT ที่ส่งข้อมูลไปประมวลผลอย่างต่อเนื่อง โครงข่ายจึงต้องพร้อมรองรับข้อมูลขาขึ้นปริมาณมาก ควบคู่กับความหน่วงต่ำและความเสถียร เพื่อให้ระบบต่าง ๆ นำข้อมูลไปวิเคราะห์และใช้งานได้ทันต่อสถานการณ์

ผสานศักยภาพคลื่น เพิ่มขีดความสามารถของ AIS 5G-ADVANCED
AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้บริการ 5G-ADVANCED เชิงพาณิชย์ โดยนำคลื่น 700 MHz, 2100 MHz และ 2600 MHz มาใช้พัฒนาขีดความสามารถของเครือข่าย สำหรับด้านอัปโหลด AIS ใช้ Uplink 2CC หรือการรวมคลื่นขาขึ้นสองคลื่น ได้แก่ 700 MHz และ 2600 MHz ให้ทำงานร่วมกัน

การพัฒนา AIS 5G-ADVANCED ทำให้ ความเร็วอัปโหลดเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 เท่า และดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.5 เท่า ตามข้อมูลของ AIS ความสามารถด้านขาขึ้นที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการใช้งานที่ต้องส่งภาพและข้อมูลให้ AI ประมวลผล รวมถึงการไลฟ์สดและการสร้างคอนเทนต์ผ่านมือถือ

วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS อธิบายถึงเหตุผลของการพัฒนาเครือข่ายในด้านนี้ว่า
“เราให้ความสำคัญกับ Uplink เพราะพฤติกรรมของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไป การใช้ AI หลายแอปพลิเคชันต้องส่งข้อมูลขึ้นไปมากขึ้น จุดแข็งของ AIS คือการนำคลื่น FDD มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านอัปโหลด ทำให้การจัดชุดคลื่นของเราตอบรับกับการใช้งานเหล่านี้ได้ดี”
ข้อได้เปรียบของการจัดชุดคลื่นนี้อยู่ที่คุณสมบัติที่เสริมกันของ 700 MHz แบบ FDD ซึ่งแยกย่านความถี่สำหรับรับและส่งข้อมูล กับ 2600 MHz แบบ TDD ซึ่งแบ่งช่วงเวลารับและส่งข้อมูลบนย่านเดียวกัน การนำคลื่น FDD มาร่วมทำงานจึงเพิ่มทรัพยากรสำหรับขาขึ้น และนำความพร้อมด้านคลื่นความถี่ของ AIS มาใช้รองรับความต้องการอัปโหลดที่เติบโตขึ้น

ความพร้อมของเครือข่าย อุปกรณ์ และการเข้าถึงบริการ
ความสามารถของโครงข่ายจะเกิดประโยชน์กับผู้ใช้ได้เต็มที่เมื่อพื้นที่ให้บริการ อุปกรณ์ และแพ็กเกจพร้อมไปด้วยกัน ปัจจุบันโครงข่าย 5G ของ AIS ครอบคลุม 95% ของประชากร มีผู้ใช้งาน 5G 19.7 ล้านราย หรือประมาณ 42% ของฐานลูกค้ามือถือ เป็นฐานการใช้งานที่รองรับการพัฒนาเครือข่ายในขั้นถัดไป

สำหรับ AIS 5G-ADVANCED ด้าน Uplink 2CC ครอบคลุม 100% ของพื้นที่ให้บริการภายนอกอาคารในกรุงเทพฯ และครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด โดยคุณภาพสัญญาณภายในอาคารขึ้นอยู่กับลักษณะอาคารและสภาพแวดล้อมการใช้งาน

ด้านดาวน์โหลด AIS กำลังขยาย Downlink 3CC ด้วยการนำคลื่น 2100 MHz มาทำงานร่วมกับ 700 MHz และ 2600 MHz ตามความต้องการใช้งานและความพร้อมของแต่ละพื้นที่ พร้อมทำงานร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์เพื่อขยายการรองรับไปยังสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์หลากหลายระดับราคา

ลูกค้าที่ใช้อุปกรณ์รองรับและอยู่ในพื้นที่ให้บริการสามารถใช้ AIS 5G-ADVANCED กับ แพ็กเกจ 5G ทุกแพ็กเกจ ไม่มีขั้นต่ำ และไม่ต้องสมัครแพ็กเกจเพิ่ม ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงความสามารถของเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นผ่านการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการสร้างสรรค์คอนเทนต์

โครงข่ายอัจฉริยะรองรับการเติบโตของ AI Economy
การพัฒนาโครงข่ายของ AIS ใช้ WISE Framework ผสานศักยภาพด้านคลื่นความถี่ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้าง Intelligent Infrastructure ที่พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต โดย Watch Ahead นำ AI และ Automation มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า ส่วน Innovate Beyond พัฒนานวัตกรรมโครงข่ายและรูปแบบการใช้งานใหม่

อีกสองด้านที่ทำงานควบคู่กันคือ Security & Trust ซึ่งเพิ่มการป้องกันภัยคุกคามตั้งแต่ระดับเครือข่าย และ Energy Intelligence ซึ่งบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพตามการใช้งานที่เติบโต ความพร้อมเหล่านี้ช่วยให้โครงข่ายรองรับบริการดิจิทัลที่มีความหลากหลายขึ้น พร้อมดูแลความน่าเชื่อถือของการเชื่อมต่อในระยะยาว
เมื่อมองไปข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานที่รับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเปิดโอกาสให้ AI ขยายจากสมาร์ตโฟนไปสู่อุปกรณ์ IoT เมืองอัจฉริยะ การแพทย์ทางไกล และยานยนต์อัจฉริยะ รวมถึงการประยุกต์ใช้ Autonomous Driving ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรถกับระบบรอบตัว การพัฒนาเครือข่ายจึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับบริการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามมา

สร้างความพร้อมให้ประเทศไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub
การพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมผู้ใช้ อุปกรณ์ ภาคธุรกิจ ระบบคลาวด์ และศูนย์ข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ความสามารถของ AI ถูกนำไปใช้ได้ในวงกว้าง และรองรับการขยายตัวของบริการดิจิทัลในระดับภูมิภาค
ประเทศไทยมีองค์ประกอบที่เอื้อต่อการพัฒนาบทบาทดังกล่าว ทั้งทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค การลงทุนด้าน Cloud และ Data Center จากผู้ให้บริการระดับโลก และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมนำ AI ไปประยุกต์ใช้ การพัฒนา 5G-ADVANCED ควบคู่กับ Fiber, Edge Computing และ Cloud จึงช่วยเชื่อมความพร้อมเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการใช้ประเทศไทยเป็นฐานพัฒนาและให้บริการ AI ในระดับภูมิภาค
AIS 5G-ADVANCED ช่วยวางรากฐานให้ประเทศไทยพร้อมสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูล โดยเฉพาะจุดแข็งด้านอัปโหลดจากการผสานคลื่นความถี่ ควบคู่กับการบริหารโครงข่ายอย่างอัจฉริยะ เพื่อรองรับความต้องการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ อุปกรณ์ และระบบประมวลผลที่เติบโตไปพร้อมกับการใช้ AI ความพร้อมนี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาบริการดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และการเติบโตของ AI Economy ในระยะยาว

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานรองรับการนำ AI ไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสในการพัฒนาบริการ สร้างธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานก็ขยายตามไปด้วย และนี่คือบทบาทของ 5G-ADVANCED ในการวางรากฐานให้ AI Economy ของไทยเติบโต แข็งแกร่ง และสร้างความพร้อมสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub

