รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 เผยผู้บริหารทั่วโลกยกประสิทธิภาพพลังงานเป็นเป้าหมายอันดับ 1 พร้อมนำ AI และ EaaS ขับเคลื่อนอาคารอัจฉริยะ

อาคารถือเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกสู่เป้าหมาย Net Zero ทุกวันนี้แม้เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้านการลดคาร์บอนของอาคารจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ความคืบหน้าโดยรวมยังคงไม่สม่ำเสมอ
รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ในฉบับเจาะลึกประเด็นด้านอาคาร (Inside Smarter Buildings) ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก สะท้อนแนวโน้มสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่อาคารอัจฉริยะที่ช่วยประหยัดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผลสำรวจสะท้อนประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
ประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารกำลังได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐานอันดับหนึ่งที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยกว่าครึ่งขององค์กรมีแผนเพิ่มการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน (57%) เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (55%) และการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า (54%) อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ผู้บริหารถึง 60% มองว่า การลดคาร์บอนมีต้นทุนสูงเกินไป
การปรับปรุงอาคาร (Retrofitting) ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดคาร์บอนของอาคาร แต่อัตราการปรับปรุงอาคารทั่วโลกในปัจจุบันยังต่ำกว่า 1% ต่อปี ห่างไกลจากอัตรา 2% ต่อปีที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero โมเดลการให้บริการรูปใหม่เช่น Energy-as-a-Service (EaaS) กำลังกลายเป็นทางออกเชิงปฏิบัติที่ช่วยลดภาระด้านเงินลงทุนตั้งต้น
Digitalization ถือเป็นหนึ่งในกลไกทรงพลังที่สุดของการเปลี่ยนผ่าน ผู้ตอบแบบสำรวจกว่าครึ่งเชื่อว่าเครื่องมือดิจิทัลมีศักยภาพสูงในการลดต้นทุน (56%) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (53%) ขณะที่ 54% ระบุว่าองค์กรของตนพร้อมนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในอาคาร ความท้าทายต่อไปคือการขยายผลโซลูชันเหล่านี้ให้ครอบคลุมในวงกว้าง พร้อมขจัดอุปสรรคด้านการเงินและกฎระเบียบ และประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ประสิทธิภาพพลังงาน: จากอันดับ 7 สู่อันดับ 1
ผลสำรวจเผยการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในลำดับความสำคัญของเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและสถานประกอบการ ซึ่งเคยอยู่ในอันดับที่ 7 เมื่อปี 2566 ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในปี 2568 ทั้งที่เป็นเป้าหมายที่มีความคืบหน้าโดยรวมต่ำที่สุด และแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2566

หลายประเทศได้เริ่มดำเนินโครงการสำคัญเพื่อยกระดับประสิทธิภาพพลังงาน อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เปิดตัวโครงการลดคาร์บอนซึ่งจะปรับปรุงอาคารภาครัฐ 60 แห่ง ด้วยเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานขั้นสูง ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานและน้ำลง 27% ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 15,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในภาพรวม กว่าครึ่งขององค์กรมีแผนเพิ่มการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน (57%) เทคโนโลยีอาคาร (55%) และการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า (54%) ในปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพพลังงานมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการลดคาร์บอนในอาคารทั้งในมุมมองด้านการเงินและกลยุทธ์
เร่งปรับปรุงอาคารเดิม พร้อมปลดล็อกเงินทุนด้วยโมเดลใหม่
แผนงาน Net Zero by 2050 ของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่าโลกจำเป็นต้องปรับปรุงอาคาร (Retrofit) ประมาณ 20% ของอาคารที่มีอยู่ทั่วโลก ให้มีความพร้อมด้านคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2573 ซึ่งต้องอาศัยอัตราการปรับปรุงอาคารเชิงลึกที่มากกว่า 2% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามอัตราการปรับปรุงอาคารทั่วโลกในปัจจุบัน ยังต่ำกว่า 1% และส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงแบบผิวเผินที่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง
ผู้บริหารในภาคอสังหาริมทรัพย์ถึง 60% มองว่าการลดคาร์บอนมีต้นทุนสูงเกินไป ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมทุกภาคส่วนที่ 49% ขณะที่มีเพียง 33% ของผู้บริหารในภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่ระบุว่าองค์กรมีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการลดคาร์บอน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่ 47% ทั้งนี้ ปัจจัยด้านการเงินนับเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2566 โดย 3 ปัจจัยที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดล้วนเป็นปัจจัยด้านการเงิน ได้แก่ การขาดแคลนเงินทุน ต้นทุนอุปกรณ์และเทคโนโลยี และราคาพลังงาน
เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านเงินทุน โมเดล Energy-as-a-Service (EaaS) กำลังกลายเป็นทางเลือกสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการลงทุนแบบจ่ายก้อนใหญ่ล่วงหน้า (CapEx) มาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (OpEx) ผ่านสัญญาบริการระยะยาวที่ผู้ให้บริการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยได้รับผลตอบแทนจากผลการประหยัดพลังงานและการลดคาร์บอนที่เกิดขึ้นจริง ช่วยให้องค์กรสามารถเร่งผลตอบแทนการลงทุนได้โดยไม่ต้องรับภาระด้านเงินสดตั้งต้น
กฎระเบียบอาคาร: กลไกลดคาร์บอนที่ยังไม่ถูกใช้เต็มศักยภาพ
รายงานของสหประชาชาติชี้ว่า ภาคอาคารมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้ถึง 11% ภายในปี 2578 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนได้ถึง 1,000 ล้านคันต่อปี ด้วยเหตุนี้ กฎระเบียบด้านอาคารจึงกลายเป็นกลไกสำคัญของการลดคาร์บอน โดยหลายประเทศเริ่มออกกฎระเบียบที่ครอบคลุมทั้งคาร์บอนจากการดำเนินงานและคาร์บอนแฝงจากการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ตามรายงานของ IEA ปี 2567 การก่อสร้างใหม่ทั่วโลกกว่า 50% ยังไม่ถูกครอบคลุมโดยกฎหมายควบคุมอาคารใด ๆ
Digitalization: กุญแจปลดล็อกศักยภาพอาคาร
ผู้ตอบแบบสำรวจกว่าครึ่งเชื่อว่า Digitalization มีศักยภาพสูงหรือเปลี่ยนแปลงระดับองค์กร (Transformational) ในการลดต้นทุน (56%) และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (55%) นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยเสริมความเข้าใจเชิงปฏิบัติการ เปิดทางสู่กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ชาญฉลาดขึ้น และปลดล็อกรูปแบบการดำเนินงานใหม่ๆ เช่น การซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) และการปรับสภาวะการทำงานโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม มีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (50%) เท่านั้นที่ระบุว่าองค์กรของตนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจด้านการลดคาร์บอน สะท้อนว่าหลายองค์กรยังขาดความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์ และระบบที่ติดตั้งอยู่ในอาคาร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการวางแผนปรับปรุงในอนาคต
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงระบบนิเวศของผู้ให้บริการและพันธมิตรต่าง ๆ เข้าด้วยกันยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน แต่ผลสำรวจพบว่ามีเพียง 42% ขององค์กรเท่านั้นที่มีความพร้อมระดับสูงในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลร่วมกับพันธมิตรและซัพพลายเออร์
ระบบอัตโนมัติ: อนาคตของอาคารที่คิดได้ด้วยตัวเอง

ผลสำรวจชี้ว่า 3 อันดับแรกของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการลดคาร์บอนมากที่สุด ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งสิ้น สะท้อนการยอมรับที่เพิ่มขึ้นต่อบทบาทของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน คาดการณ์การปล่อยคาร์บอน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาด
ตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิดอาคารที่โต้ตอบกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-interactive Buildings) ซึ่งสามารถสื่อสาร และตอบสนองต่อโครงข่ายไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เมื่อได้รับสัญญาณจากภายนอก เช่น ราคาไฟฟ้าหรือความเข้มข้นของคาร์บอน
ระบบสามารถปรับลดการใช้พลังงานหรือเปลี่ยนแปลงการผลิต/กักเก็บพลังงานในพื้นที่โดยอัตโนมัติ พร้อมยังคงรักษาความสะดวกสบายของผู้ใช้อาคารและประสิทธิภาพการดำเนินงานไว้ได้
ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่คาดหวังผลลัพธ์เชิงบวกจากระบบอัตโนมัติในอาคาร โดยการลดต้นทุนการดำเนินงานถือเป็นประโยชน์อันดับหนึ่ง ตามมาด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การตอบสนองต่อสถานการณ์ผิดปกติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความปลอดภัยทางกายภาพที่แข็งแกร่งขึ้น และสุขภาวะที่ดีขึ้นของผู้ใช้อาคาร
ผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าประโยชน์ของระบบอัตโนมัติในอาคารมีมากกว่าต้นทุน:

59% เห็นว่าประโยชน์ของระบบอัตโนมัติในอาคารมีมากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย
59% เชื่อว่าไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ผู้ใช้อาคารยังคงต้องการการกำกับดูแลจากมนุษย์เหนือการดำเนินงานของอาคาร
58% เชื่อว่าระบบอัตโนมัติในอาคารจะมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
54% ระบุว่าองค์กรของตนพร้อมนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในอาคาร
51% ระบุว่าองค์กรของตนจะลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในระบบอัตโนมัติสำหรับอาคารในปีข้างหน้า
จากแนวโน้มโลก สู่แนวทางสำหรับธุรกิจไทย
แม้ผลสำรวจนี้จะสะท้อนแนวโน้มจากองค์กรทั่วโลก แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ คือการมองอาคารและโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่เพียงต้นทุนในการดำเนินงาน แต่เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรได้
สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้น การยกระดับ ประสิทธิภาพพลังงาน เป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่การปรับปรุงอาคารเดิมด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ช่วยให้องค์กรสามารถต่อยอดจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ในกรณีที่ข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเป็นอุปสรรค รูปแบบทางการเงินใหม่ เช่น Energy-as-a-Service ยังเป็นอีกทางเลือกที่ควรพิจารณา
ในระยะต่อไป Digitalization ข้อมูล และระบบอัตโนมัติ จะมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยให้องค์กรมองเห็นการใช้พลังงานและประสิทธิภาพของอาคารได้ชัดเจนขึ้น ตัดสินใจจากข้อมูล และปรับการทำงานของระบบให้สอดคล้องกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนสำคัญจากแนวโน้มระดับโลกจึงไม่ใช่การนำเทคโนโลยีทุกอย่างมาใช้พร้อมกัน แต่คือการ เริ่มจากโจทย์ทางธุรกิจที่ชัดเจน ประเมินโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลที่มีอยู่ และเลือกการลงทุนที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ก่อนต่อยอดไปสู่ระบบอาคารที่เชื่อมต่อและชาญฉลาดมากขึ้นในอนาคต
Siemens Survey Highlights Energy Efficiency as the Top Global Infrastructure Priority for 2025
Siemens has released the Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 report, specifically the “Inside Smarter Buildings” edition, which surveyed 1,400 executives worldwide. The findings reveal that improving energy efficiency in buildings and facilities has become the number one infrastructure priority for 2025, moving up from the seventh position in 2023.
Over 57 percent of organizations plan to increase their investments in energy efficiency, 55 percent will invest in smart building technology, and 54 percent are preparing for electrification. However, the current global building retrofit rate remains below 1 percent annually, falling short of the 2 percent rate required to achieve the Net Zero target by 2030. Up to 60 percent of commercial real estate executives view decarbonization as too expensive, and only 33 percent state that their organizations have adequate access to capital.
To overcome cost limitations, the Energy-as-a-Service (EaaS) model has emerged as a key alternative, shifting large upfront capital expenditures (CapEx) into usage-based operational expenses (OpEx). At the same time, digitalization and artificial intelligence are playing a crucial role. Fifty-six percent of respondents believe digital tools help reduce costs, and 54 percent indicate their organizations are ready to implement building automation systems.
Fifty-nine percent of executives agree that the benefits of building automation outweigh the costs, and 51 percent plan to invest significantly in these systems next year. The report advises organizations to start by assessing their existing infrastructure and selecting investments that deliver measurable results, serving as a foundation for fully integrated smart building systems in the future.
บทความโดยซีเมนส์
บทความนี้อ้างอิงจากรายงาน Inside Smarter Buildings: How innovations are saving costs and cutting emissions ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025
